Latest Entries »

หลวงปู่เจือ วัดกลางบางแก้ว

หลวงปู่เจือ วัดกลางบางแก้ว

หลวงปู่เจือ ปิยสีโล วัดกลางบางแก้ว เดิมท่านมีชื่อ เจือ เนตรประไพ เกิดเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2468
บ้านเกิดท่านอยู่ที่ อำเภอ นครชัยศรี จังหวัดนครปฐม  บิดามีนามว่า นายแพ มารดานามว่า  นางบู  ครอบครัวของท่านมีอาชีพทำการเกษตรกรรม
หลวงปู่เจือท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดาจำนวนทั้งสิ้น 7 คน เมื่อเรียนจบชั้น ป.4   ท่านก็ช่วยบิดามารดาทำการเกษตร  จนกระทั่งอายุครบ 26 ปี เมื่อปีพ.ศ. 2494
ท่านจึงได้เข้ารับการบรรพชาอุปสมบท ณ วัดกลางบางแก้ว โดยมี พระพุทธวิถีนายก (หลวงปู่เพิ่ม) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระธรรมธร(หลวงพ่อมูล) เป็นพระคู่สวด
เมื่อบวชแล้วได้อยู่จำพรรษาและเล่าเรียนวิชาการต่างๆจากหลวงปู่เพิ่มมาโดยตลอด โดยได้รับการถ่ายทอดวิชาอาคม และการทำเบี้ยแก้มาจากหลวงปู่เพิ่มอีกด้วย
หลวงปู่เจือท่านมีความขยันหมั่นเพียรและมีความจำที่ดีมาก รวมทั้งมีความประพฤติที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัยถือเป็นศิษย์เอกของหลวงปู่
หลวงปู่จึงเพิ่มจึงรักและเมตตาเป็นอย่างมาก สอบได้นักธรรมเอกและได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูปริยัติธรรม เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2497 จนเมื่อปี 2499 ก็ได้รับหน้าที่กรรมการสอบปริยัติธรรม
ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นพระสมุห์ ในฐานานุกรมของพระพุทธวิถีนายก (หลวงปู่เพิ่ม) ในปี 2504 นั่นก็คือ เป็นพระเลขาของหลวงปู่เพิ่มนั่นเอง จวบจนหลวงปู่เพิ่มถึงแก่มรณภาพลง
หลวงปู่เจือท่านได้รับการเรียนเชิญให้ขึ้นรับตำแหน่งเจ้าอาวาส  แต่ท่านปฏิเสธ จนกระทั่ง พระอาจารย์ใบซึ่งรักษาการ เจ้าอาวาสถึงแก่มรณภาพลง  ท่านจึงต้องรับภาระการปกครองวัดไว้
ด้วยการรับตำแหน่งรองเจ้าอาวาสเท่านั้น ตั้งแต่ วันที่ 1 มีนาคม 2528

เบี้ยแก้หลวงปู่เจือ

เบี้ยแก้หลวงปู่เจือ

วัตถุมงคลของท่านที่มีชื่อเสียงโด่งดังโดยเฉพาะคือ เบี้ยแก้ เอกลักษณ์แห่งเครื่องรางของวัดกลางบางแก้วที่ท่านได้รับการถ่ายทอดโดยตรงมาจากหลวงปู่เพิ่ม
ปัจจุบัน เบี้ยแก้ ของท่านมีผู้นำไปบูชาแล้วประสบกับเหตุการณ์อันน่ามหัศจรรย์มากมาย จนเป็นที่เลื่องลือกันอย่างกว้างขว้าง ผู้ที่หา เบี้ยแก้ ของหลวงปู่บุญหรือของหลวงปู่เพิ่ม ไม่ได้
ก็มักจะหันมาหา เบี้ยแก้ ของหลวงปู่เจือ แทน โดยมีความเชื่อกันว่า ใช้แทนกันได้ ปัจจุบันนี้ท่านรับหน้าที่สืบสานตำนานการสร้างเบี้ยแก้ ของวัดกลางบางแก้วไว้
โดยท่านเริ่มทำเองทั้งหมดมาตั้งแต่ปี 2530 แต่ในอดีตนั้น ท่านเป็นลูกมือช่วยตีตะกั่วหุ้มเบี้ยให้หลวงปู่เพิ่มมานานมากแล้ว รวมทั้งท่านยังมีฝีมือในการถักด้ายห่อเบี้ยที่สวยงามและละเอียดมากๆ
ปัจจุบัน ท่านไม่ได้ทำกาตีตะกั่วและถักเบี้ยเองแล้ว แต่ได้ถ่ายทอดให้กับบรรดาลูกศิษย์ลูกหาจำนวนมากมายในปัจจุบัน

หลวงปู่เพิ่ม

หลวงปู่เพิ่ม

หลวงปู่เพิ่ม เกิดเมื่อวันศุกร์ ที่ 28 มกราคม 2429 ปีจอ ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 3  จุลศักราช 1248  บ้านเกิดท่านอยู่ที่ ตำบลไทยวาส ม.3  อ. นครชัยศรี จ. นครปฐม
บิดาของท่านชื่อ  นายเกิด  และมารดาของท่านชื่อวรรณ  นามสกุล พงษ์อัมพร
หลวงปู่เพิ่มได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 8 ขวบ สืบต่อมาจนถึงอายุครบบวช
ท่านอุปสมบทเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2450 เมื่ออายุ 21 ปี ณ พัทธสีมาวัดกลางบางแก้ว สมเด็จพระสังฆราช (แพ) ครั้งพระองค์ยังดำรงสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระวันรัต วัดสุทัศน์เทพวราราม เป็นพระอุปัชฌาย์
พระอธิการจอม เจ้าอาวาสวัดตุ๊กตา อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เป็นพระกรรมวาจาจารย์  พระครูทักษิณานุกิจ (ผัน) วัดสรรเพชญ์ อ.สามพราน จ.นครปฐม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ท่านศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยอยู่ที่วัดกลางบางแก้วตลอดมา
สมณศักดิ์ของท่าน
วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2481 ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส วัดกลางบางแก้ว
วันที่ 4 ธันวาคม 2482 ได้รับตราตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ ในเขตอำเภอนครชัยศรี
วันที่ 8 เมษายน 2483 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอนครชัยศรี
วันที่ 1 มีนาคม 2489 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่พระครูราชทินนามว่า “พระครูพุทธวิถีนายก”
วันที่ 5 ธันวาคม 2495 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นเอก ในราชทินนามเดิม
วันที่ 5 ธันวาคม 2503 เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญมีราชทินนามว่า “พระพุทธวิถีนายก” ปี พ.ศ. 2520 เนื่องจากความชราภาพมากทางคณะสงฆ์จึงยกขึ้นเป็นกิตติมศักดิ์

หลวงปู่เพิ่มท่านมรณภาพเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2526 (เวลา04.50 น ใกล้สว่าง) สิริรวมอายุได้ 97 ปี 76 พรรษา

ท่านเป็นศิษย์ของหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว ซึ่งท่านได้รับการถ่ายทอดวิชาการทำตะกรุด และ เบี้ยแก้ มาจากหลวงปู่บุญนั่นเอง

เบี้ยแก้หลวงปู่เพิ่ม

เบี้ยแก้หลวงปู่เพิ่ม

 

 

 

ตะกรุดหลวงปู่เพิ่ม

ตะกรุดหลวงปู่เพิ่ม

 

หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว

หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว

ประวัติคร่าวๆของหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว

หลวงปู่บุญท่านเกิดเมื่อที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2391 ตรงกับวันจันทร์ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 8 ปีวอก จุลศักราช 1210  สัมฤทธิศกเวลาย่ำรุ่งใกล้สว่าง
อันเป็นปีที่ 25 แห่งแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่3

บ้านเกิดของหลวงปู่บุญอยู่ที่ บ้านตำบลท่าไม้ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร  (ในครั้งนั้นยังเป็นตำบลบ้านนางสาว อำเภอ ตลาดใหม่เมืองนครชัยศรี ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นบ้านท่าไม้ อ.สามพราน จ.นครปฐม)
แต่ปัจจุบันนี้ ต.ท่าไม้ได้โอนไปขึ้นกับ อ.กระทุ่มแบน จ.สุมทรสาคร

บิดาของหลวงปู่มีนามว่า นายเส็ง  และมารดามีนามว่า นางลิ้ม  ท่านมีพี่น้องทั้งหมด 6 คน โดยตัวท่านเป็นคนโต
มีน้องชายหญิงอีก 5 คนมีชื่อว่า  นางเอม , นางบาง , นางจัน , นายปาน  และคนสุดท้องชื่อ นายคง

เมื่อตอนท่านยังเป็นทารก  มีอาการป่วยมากจนถึงกับสลบไป  สุดท้ายท่านไม่หายใจ   จนบิดามารดาของท่านเห็นว่า
ท่านเสียชีวิตแล้วจึงจัดแจงจะเอาท่านไปฝังทำพิธี   แต่ปรากฏว่ายังไม่ทันที่จะได้ฝังท่านก็ตื่นฟื้นขึ้นมา บิดามารดา
ของท่านดีใจมาก  จึงถือเคล็ดตั้งชื่อใหม่ให้กับท่านว่า “บุญ”
ตอนที่ท่านยังอยู่ในวัยเยาว์นั้น บิดามารได้ย้ายภูมิลำเนามาทำนาที่ตำบลบางช้าง อ.สามพราน
เมื่อท่านอายุได้ 13 ปี บิดาของท่านได้เสียชีวิต   ป้าของท่านจึงนำไปฝากให้ศึกษาเล่าเรียนอยู่กับพระปลัด
ทอง ณ วัดกลาง ซึ่งในสมัยนั้นมีชื่อว่า “วัดคงคาราม” ตำบลปากน้ำ (ปากคลองบางแก้ว) อำเภอ นครชัยศรี
เมื่อท่านอายุได้ 15 ปีจึงทำการบรรพชาให้เป็นสามเณร  ท่านได้รับใช้ปรนนิบัติพระปลัดทอง จึงทำให้เป็นที่รักใคร่ของพระปลัดทองยิ่งนัก
แต่เมื่อมีอายุได้ใกล้อุปสมบทท่านมีความจำเป็นต้องลาสิกขา   เนื่องด้วยโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน

อุปสมบท

ท่านได้อุปสมบทเมื่ออายุได้ 22 ปี ณ พัทธสีมา วัดกลางบางแก้ว เมื่อวันจันทร์เดือน 8 ขึ้น 15 ค่ำตรงกับ
ปีมะเส็ง จุลศักราช 1231 เอกศกเพลาบ่ายตรงกับวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2412  โดยมีพระปลัดปาน เจ้าอาวาสวัดพิไทยทาราม (วัดตุ๊กตา) เป็นพระอุปัชฌาย์
พระปลัดทอง (เจ้าอาวาสวัดกลางบางแก้ว) พระอธิการทรัพย์ (เจ้าอาวาสวัดงิ้วราย) พระครูปริมานุรักษ์ วัดสุประดิษฐานราม และพระอธิการจับ เจ้าอาวาสวัดท่ามอญร่วมกันให้สรณาคมณ์กับศีลและสวดกรรมวาจา
อนึ่งการที่มีพระอาจารย์ร่วมพิธีถึง 4 รูปเช่นนี้ก็เพราะพระเถระเหล่านี้เป็นที่เคารพนับถือของผู้ใหญ่ที่เป็นเจ้าภาพอุปสมบทแล้วพระอุปัชฌาย์ขนานนามฉายาให้ว่า “ขนฺธโชติ” แล้วให้จำพรรษาอยู่กับพระปลัดทอง
ที่วัดกลางบางแก้ว

สมณศักดิ์และตำแหน่ง

ในปี พ.ศ. 2429 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอธิการปกครองวัดกลางบางแก้ว
ในปี พ.ศ.2431 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระกรรมวาจาจารย์
ในปี พ.ศ. 2433 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะหมวด
ในปี พ.ศ. 2459 เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ ต่อมาอีก 4 เดือน คือวันที่
30 ธันวาคม ศกเดียวกันก็ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูมีราชทินนามว่า “พระครูอุตรการบดี”
และยกให้เป็นเจ้าคณะแขวงเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พุทธศักราช 2462 ก็ได้รับพระกรุณาโปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญา
บัตรที่ “พระครูพุทธวิถีนายก” และให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรการคณะสงฆ์จังหวัดนครปฐมกับจังหวัด
สุพรรณบุรีในปีพ.ศ.2471 ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดให้เลื่อนขึ้นเป็นพระราชาคณะสามัญในราชทินนามที่
“พระพุทธวิถีนายก”

การศึกษาวิชาอาคมและการสร้างพระและเครื่องราง
หลวงปู่บุญถูกจัดอันดับอยู่ในยอดเกจิดัง เป็นผู้เข้มขลังทางพระเวทย์ที่มีตบะสมาธิและวิถีแห่งญาณแก่กล้า
จนเป็นที่ยอมรับยกย่องของพระคณาจารย์ร่วมยุคร่วมสมัย ด้วยความเชี่ยวชาญเข้มขลังในพระเวททำให้พระเครื่องและวัตถุมงคล
ที่หลวงปู่สร้างมีเกียรติคุณและมีชื่อเสียงขจรขจาย เป็นที่เสาะแสวงหาของคนรุ่นปู่รุ่นทวดลงมาจนถึงคนรุ่นปัจจุบัน
เบี้ยแก้ของหลวงปู่ จัดอยู่ในอันดับยอดเครื่องรางที่ทุกคนต่างก็ปรารถนาจะได้ไว้ในครอบครอง

เบี้ยเปลือยหลวงปู่บุญ

เบี้ยเปลือยหลวงปู่บุญเบี้ยเปลือยหลวงปู่บุญ

 

เบี้ยแก้คืออะไร

เบี้ยแก้ คือ เครื่องรางชนิดหนึ่ง ซึ่งมีอุปเท่ห์การใช้มากมายหลายอย่าง ทั้งกันและแก้สิ่งชั่วร้ายเสนียด
จัญไร คุณไสย คุณคน คุณผี บาเบื่อ ยาเมา ทั้งหลาย คณาจารย์ยุคเก่าที่สร้างเครื่องรางประเภทเบี้ยแก้
เอาไว้มีด้วยกันหลายรูป แต่ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด เห็นจะมีอยู่เพียง 2 รูปคือ หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว
และหลวงปู่รอด วัดนายโรง

ปลัดขิกศรนารายณ์ของหลวงปู่สนิท วัดลำบัวลอยเป็นเครื่องรางที่มีความนิยมมากด้วยพุทธคุณที่ครบครันทั้งเมตตามหานิยม และแคล้วคลาดคงกระพัน มีการสร้างตั้งแต่ 251 กว่าๆ มาเรื่อยๆ จนพิธีเปิดโลก ประมาณ 253 กว่า

หลวงปู่สนิท

หลวงปู่สนิท

วิชาปลัดขิก
หลวงปู่สนิทได้ร่ำเรียนวิชาทำปลัดครั้งแรกจาก หลวงพ่อดำ วัดกุฎี จังหวัดปราจีนบุรี และได้แรงบันดาลใจจากรูปทรงและการจารปลัดจากปลัดของหลวงพ่อเหลือและหลวงพ่ออี๋อีกด้วย
ปลัดขิกยุคแรก
เมื่อครั้งหลวงปู่ได้เริ่มทำปลัดในครั้งแรก ปลัดจะมีขนาดยาวประมาณ 4-5 นิ้ว และศรนารายณ์จะไม่ถึงปลายปลัด สื่อความหมายถึงว่าวิชาปลัดขิกท่านยังไม่สำเร็จ
ปลัดขิกยุคต้น
ต่อมาประมาณปี 2518 ช่วงนั้นท่านจำพรรษาที่วัด มีเวลามากจึงมุ่งมั่นทำปลัดขิกให้สำเร็จ ปลัดขิกยุคแรกท่านทำเองหมด ตั้งแต่

  • การคัดเลือกไม้ ซึ่งจะต้องเป็นไม้มะขามพรายฟ้าผ่าตาย (จะมีสีดำและลั่น) ซึ่งจะใช้ตรงส่วนแกนไม้เท่านั้น จึงทำให้ปลัดยุคต้นจะมีสีออกคล้ำ เนื้อไม้จะมีลั่น และ มีน้ำหนักมากกว่าปลัดปกติทั่วไป
  • การเหลา หลวงปู่จะเหลาเองทั้งหมด ปลัดขิกยุคต้นจะมี 2 พิมพ์ คือศรใหญ่ เรียกมหาปราบ ศรเรียวเล็ก เรียกมหาระงับ บ้างก็ว่าท่านได้แรงบันดาลใจมาจากหลวงพ่อคง วัดบางกระพ้อม
  • การปลุกเสกและจาร การจารบนปลัดขิกยุคต้น หลวงปู่ใช้เหล็กจารลงไปตรงๆ ไม่มีดินสอหรือปากกาเมจิก คาถาที่ลงมี ชัยยะหะริเทวัง (ศรพระนารายณ์), อุกขิกตะขัต (หัวใจปลัดขิกองคุลีมาน) และอุอิอะ (อาวุธพระอินทร์) ตอนปลุกเสกที่วัด ฟ้าฝนจะดำมึดไปหมดทั่วอาณาบริเวณ
  • การคาดครั่ง ครั่งในยุคต้นเดิมจะไม่ได้คาด ตอนที่หลวงปู่ทำปลัดออกมาใหม่ จะให้พระเณรในวัดลองใช้เป็นหลัก การที่คาดครั่งหมายถึงคลั่งไคล้หลงไหล หลวงพ่อเห็นว่าไม่เหมาะกับสงฆ์ แต่ต่อมาหลวงปู่ได้คาดครั่งแจกให้กับลูกศิษย์ โดยครั่งของยุคต้นนั้นจะดำสนิท หนา และหลวงปู่ใช้มือในการปาดรอบปลัด ฉนั้นครั่งจะไม่มีขาดสาย

ปลัดขิกยุคต่อๆมา
ปลัดขิกยุคต่อๆมา ศิษย์ของหลวงปู่ด้วยช่วยกันทำและเหลา พร้อมจารอักษขระ สังเกตุจะมีการลงดินสอหรือปากกาเมจิก่อนลงเหล็กจาร
เนื้อไม้จะเป็นไม้มะขามหรือไม้คูณ รูปทรงจะใกล้เคียงกัน แล้วแต่คนเหลา แต่หลวงพ่อก็ปลุกเสกให้ต่อเนื่องมา จนพิธีเปิดโลกซึ่งเป็นพิธีใหญ่

การดูปลัดขิกยุคต้น

  • ปลัดจะป้อมหนา ไม่ยาวเท่าปลัดทั่วไป (ประมาณ 3 นิ้ว 6-7 หุน) น้ำหนักมากกว่าปลัดทั่วไป 2-3เท่า
  • สีคล้ำเนื่องด้วยสร้างจากไม้มะขามพรายฟ้าผ่าตาย ไม้จะสีคล้ำ
  • ปลัดจะมีรอยลั่นให้เห็น
  • การจารจะไม่มีรอยดินสอหรือปากกาเมจิก ลายมือเป็นลายมือหลวงปู่เอง เส้นที่จารจะหนา ลึก
  • ครั่งที่คาดจะดำ หนา เป็นเส้นต่อเนื่องกันไม่มีขาด แต่ไม่ค่อยตรงมาก
  • ปลัดขิกยุคต้นทุกอันจะมีรอยปิดทองให้เห็น แต่อาจจะไม่เห็นชัดเจนนักเนื่องจากอาจจะหลุดลอกไป แต่ถ้าส่งดูเนื้อไม้บริเวณศรอาจจะเห็นรอยปิดทอง

การใช้ปลัดขิกให้ถูกวิธี

ปลัดขิกศรนารายณ์หลวงปู่สนิท ยุคต้น

ปลัดขิกศรนารายณ์หลวงปู่สนิท ยุคต้น

การใช้ปลัดขิกให้ถูกวิธี ต้องใช้ให้โดนเนื้อโดนหนัง เช่นแตะที่หน้าผากหรือที่ตัว ร่ายคาถา หัวใจองคุลีมาน (อุกขิกตะขัค)

ปลัดขิกศรนารายณ์ที่หลวงปู่ใช้ติดย่ามท่าน

เครื่องรางชุดสุดท้ายในย่ามหลวงปู่

หรือจะจุ่มน้ำสะอาด พร้อมท่องคาถาเพื่อทำเป็นน้ำมนต์มาล้างหน้า
ส่วนการเก็บจะแขวน ห้อย ใส่ในกระเป๋า ก็ไม่เป็นปัญหา

หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย

หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย

หลวงพ่อปาน  ท่านเกิดเมื่อปี พ.ศ. 2368  ที่ คลองนางโหง ตำบลบางเหี้ย  จังหวัดสมุทรปราการ (ซึ่งปัจจุบันคือตำบลคลองด่าน)
ตาของท่านเป็นคนจีนชื่อ นายเขียว  ยายของท่านเป็นคนไทยชื่อ นางปิ่น   พ่อของท่านมีเชื้อจีน ชื่อ นายปลื้ม   แม่ของท่านเป็นคนไทย ชื่อ นางตาล
ครอบครัวของท่านได้อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านโคกเศรษฐี   ท่านมีพี่น้องร่วมพ่อแม่ 5 คน ท่านเป็นบุตรคนที่ 3

คนที่ 1 ชื่อ นายเทพย์

คนที่ 2 ชื่อ นายทัต

คนที่ 3 ชื่อ นายปาน (หลวงพ่อปาน)

คนที่ 4 ชื่อ นายจันทร์

คนที่ 5 ชื่อ นางแจ่ม

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้ตราพระราชบัญญัตินามสกุลขึ้นใช้  ซึ่งลูกหลานของหลวงพ่อปาน ได้ใช้ชื่อของบรรพบุรุษมาตั้งเป็นนามสกุลว่า หนูเทพย์
เมื่อตอนที่ท่านยังเด็ก  พ่อแม่ของท่านได้นำท่านไปฝากไว้กับท่านเจ้าคุณศรีศากยมุนี เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม (วัดแจ้ง) เพื่อให้เรียนหนังสือ ต่อมาท่านก็บรรพชาเป็นสามเณร  ต่อมาท่านได้สึกจากเณร มาช่วยพ่อแม่ ประกอบอาชีพทำจาก และตัดฟืนไปขายเป็นอาชีพประจำ  ท่านเป็นผู้มีที่มีนิสัยอดทนหนักเอาเบาสู้ ไม่เคยทำให้พ่อแม่ลำบากใจ
ครั้นเมื่อเติบโตสู่วัยหนุ่ม   ท่านเริ่มมีจิตปฏิพัทธ์ผูกพันในเพศตรงข้ามตามวิสัยปุถุชน  ท่านดั้นด้นไปบ้านสาวคนรัก  ครั้นพอล้างเท้าก้าวขึ้นบันได เกิดอัศจรรย์ขึ้นบันไดไม้ตะเคียนอันแข็งแรงพลันหลุดออกจากกัน ทำให้ท่านพลัดตกจากบันได ท่านจึงคิดได้ว่าเป็นลางสังหรณ์บอกถึงการสิ้นวาสนากันเสียแล้ว  เมื่อกลับถึงบ้าน ท่านนอนครุ่นคิดตัดสินใจอยู่หลายคืน  ผลที่สุดท่านจึงตัดสินใจออกบวช
เมื่ออายุครบบวช ท่านจึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดอรุณราชวราราม  โดยมีท่านเจ้าคุณศรีศากยมุนีเป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านศึกษาด้านวิปัสสนากรรมฐาน รวมไปถึงไสยศาสตร์ ท่านได้รับการถ่ายทอดวิชาจากคณาจารย์หลายองค์จนเชี่ยวชาญ ภายหลังท่านได้ย้ายมาจำพรรษาที่วัดบางเหี้ย  ซึ่งปัจจุบัน เรียกว่าวัดมงคลโคธาวาส โดยหลวงพ่อเรือนซึ่งเป็นพระสหายของท่านตามมาด้วย
หลังออกพรรษาท่านและพระเรือนเริ่มออกธุดงค์ไปสถานที่ต่างๆ  หลวงพ่อปานและหลวงพ่อเรือนได้เดินทางดั้นด้นไปจนถึงวัดอ่างศิลา อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี และท่านได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของ”หลวงพ่อแตง” เจ้าอาวาสวัดอ่างศิลา ศึกษาทางด้านวิปัสนาธุระ และไสยเวทย์มนต์อาคมต่าง ๆ จนเชี่ยวชาญและสร้างชื่อเสียงให้หลวงพ่อปานเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะ  เขี้ยวเสือโคร่ง ซึ่งแกะเป็นรูปเสือนั่ง

เขี้ยวเสือโคร่ง ซึ่งแกะเป็นรูปเสือนั่ง

เขี้ยวเสือโคร่ง ซึ่งแกะเป็นรูปเสือนั่ง

เมื่อมีความเชี่ยวชาญแล้ว ท่านและพระเรือนจึงได้อำลาพระอาจารย์มาพำนักอยู่ที่วัดบางเหี้ย (ปัจจุบันคือวัดมงคลโคธาวาส) และดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสโดยมีหลวงพ่อเรือนเป็นรองเจ้าอาวาส ซึ่งทั้งสองรูปได้ปกครองพระลูกวัดทั้งด้านการศึกษาและการปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัดมาตลอด
จนกระทั่งในปี พ.ศ.2452 ประตูน้ำที่กั้นแม่น้ำบางเหี้ย ได้เกิดรั่วไม่สามารถปิดกั้นน้ำให้อยู่ได้ไม่ว่าช่างจะซ่อมอย่างไร จนกระทั่งข้าราชการในท้องถิ่นได้นำความขึ้นกราบทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ให้ทรงทราบเพื่อขอพึ่งพระบารมีพระองค์ท่าน
ระหว่างที่ประทับอยู่ที่ประตูน้ำบางเหี้ยเป็นเวลา 3 วันนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้รับสั่งให้นิมนต์หลวงพ่อปานเข้าเฝ้าฯ เพื่อไต่ถามเรื่องต่างๆ โดยขณะที่หลวงพ่อปานเดินทางเข้าเฝ้าฯ นั้นได้ให้เด็กชายป๊อด ถือพานใส่เขี้ยวเสือที่แกะเป็นรูปเสือไปด้วยซึ่งสมัยนั้นแกะจากเขี้ยวเสือจริงๆ เมื่อไปถึงที่ประทับ
หลวงพ่อได้เรียกเอาพานใส่เขี้ยวเสือจากเด็กชายป๊อดที่ถืออยู่ แต่พบว่าไม่มีเขี้ยวเสืออยู่ในพานแล้วโดยเด็กชายป๊อดบอกว่าเสือกระโดดลงน้ำระหว่างทางจนหมดแล้ว
หลังจากหลวงพ่อปานทราบจึงได้ให้นำเอาดินเหนียวมาปั้นเป็นรูปหมู แล้วเสียบไม้แกว่งล่อเสือขึ้นมาจากน้ำต่อหน้าพระพักตร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งประทับทอดพระเนตรอยู่ตลอด จนถึงกับตรัสกับหลวงพ่อปานว่า “ได้ยินชื่อเสียง และกิตติคุณมานาน เพิ่งเห็นตัววันนี้”
สำหรับเขี้ยวเสือหลวงพ่อปานนั้นได้จัดทำด้วยช่างแกะถึง ๖ คน จึงมีรูปร่างไม่เหมือนกันมีทั้ง อ้าปาก หุบปาก โดยช่างทั้งหมดจะเอาแมวมาเป็นต้นแบบในการแกะ
หลวงพ่อปาน  ท่าน เป็นพระภิกษุที่ปฏิบัติธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด กิจของสงฆ์หลวงพ่อปานปฏิบัติเป็นประจำทุกวัน อีกประการหนึ่งคือ ท่านมักนำพระสงฆ์ออกบิณฑบาตทุก ๆ เช้า นอกจากเจ็บป่วยไป ไม่แล้วท่านปฏิบัติเป็นประจำทุกวัน
อีกประการหนึ่ง คือนำพระสงฆ์สวดมนต์เช้าเย็นที่หอสวดมนต์เป็นประจำทุกวัน และสวดมนต์เป็นคัมภีร์หรือผูกเป็นเล่มเป็นวัน ๆ ไป กระทั่งสวดปาฏิโมกข์ เหตุดังนี้ในสมัยนั้น พระลูกวัดของท่านจึงสวดมนต์เก่งมาก
ด้านความศักดิ์สิทธิ์อภินิหารของหลวงพ่อนั้น เป็นที่เลื่องลือกันทั่วไป เป็นพระอาจารย์ ที่มีญาณแก่กล้าชื่อเสียงโด่งดังในสมัยรัชกาลที่ 5 เครื่องรางของขลัง ของท่านเป็นที่เลื่อมใสศรัทธามากและสืบเสาะหากันจนทุกวันนี้
ก่อนที่หลวงพ่อปานจะมรณภาพนั้น ประชาชนที่มีความเคารพบูชาหลวงพ่อ ได้พร้อมใจกันหล่อรูปท่านขึ้นมาองค์หนึ่ง ขนาดเท่าองค์จริง เพื่อไว้เป็นที่เคารพบูชา เพราะหลวงพ่อไม่ค่อยได้อยู่วัด ท่านมักจะเดินธุดงค์ไปในที่ต่างๆ เป็นประจำ
จะได้กราบรูปหล่อแทนตัวท่าน แต่เมื่อหล่อรูปแล้วท่านก็ไม่ค่อยจะเข้าวัด ท่านมักจะปลีกตัวไปจำวัดที่พระปฐมเป็นประจำ การที่ท่านไม่อยากเข้าวัดของท่านนั้น อาจเป็นเพราะท่านรู้ล่วงหน้าว่าถึงคราวจะหมดอายุขัยแล้ว ท่านจึงต้องการความสงบในการพิจารณาธรรม
แต่ท่านก็ไม่ได้บอกกับใครๆ เมื่อญาติโยมอ้อนวอนมากๆ เข้า ท่านก็บ่ายเบี่ยงไปว่า “เข้าไปไม่ได้ อ้ายดำมันอยู่ ขืนเข้าไปอ้ายดำมันจะเอาตาย” คำว่า “อ้ายดำ” หมายถึงรูปหล่อของท่านนั่นเอง ปัจจุบันนี้รูปหล่อของท่านก็ยังประดิษฐานอยู่ที่วัดมงคลโคธาวาส (วัดคลองด่าน หรือวัดบางเหี้ย) คืออยู่ที่กุฏิของหลวงพ่อซึ่งได้จัดสร้างขึ้นใหม่ และปรากฏความศักดิ์สิทธิ์มากมาย น้ำมนต์ที่หน้ารูปหล่อของท่านก็มีคนนำไปดื่ม และทองคำเปลวที่รูปหล่อก็มีคนนำไปปิดที่หน้าผาก เพื่อรักษาโรคได้ผลมาแล้วมากมาย
ด้านสมณศักดิ์ หลวงพ่อปาน ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น “พระครูพิพัฒน์นิโรธกิจ”
ท่านมรณภาพเมื่อ วันที่ 29 สิงหาคม 2453 เวลา 4 ทุ่ม 45 นาที พระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันอาทิตย์ ที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๔
เมื่อท่านถึงมรณภาพไปแล้วจึงร่วมกันประกอบพิธีนมัสการรูปหล่อของท่าน รูปหล่อดั้งเดิมของท่าน ปัจจุบัน อยู่ที่มณฑปวัดมงคลโคธาวาส อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ

หลวงปู่หยอด วัดแก้วเจริญ

หลวงปู่หยอด วัดแก้วเจริญ

พระครูสุนทรธรรมกิจ หรือเป็นที่รู้จักกันอีกชื่อหนึ่งว่า หลวงปู่หยอด ชินวังโส  ท่านเป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดแก้วเจริญ อำเภอ อัมพวา จังหวัด สมุทรสงคราม ท่านที่ได้รับความเลื่อมใสและศรัทธาจากชาวบ้านอำเภออัมพวา และชาวบ้านจังหวัดสมุทรสงคราม รวมไปถึงพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง
เดิมหลวงปู่หยอดมีชื่อว่า นายสุนทร ชุติมาศ  เกิดเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2454 ตรงกับวันอังคาร แรม 4 ค่ำ เดือน 6 ปีกุน  บ้านเกิดของท่านอยู่ตรงข้ามศาลเจ้าพ่อโรงโขนบริเวณตลาดบางน้อย  ตำบล ตาหลวง อำเภอ ดำเนินสะดวก จังหวัด ราชบุรี
บิดาของท่านชื่อ นายมุ่ย   มารดาของท่าน ชื่อ นางเหมือน  นามสกุล  แซ่อึ้ง  ครอบครัวของท่านทำอาชีพค้าขาย   ท่านมีพี่น้องทั้งหมดรวม 8 คน
ตอนที่ท่านอายุได้ 18 ปี  เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2472   บิดาและมารดาของท่านได้นำท่านฝากตัวเข้าบวชเณชกับ ท่านพระครูเปลี่ยน สุวัณณโชโต  (เจ้าอาวาสวัดแก้วเจริญ) พร้อมทั้งศึกษาเล่าเรียนแลปรนนิบัติรับใช้พระครูเปลี่ยน
เมื่อท่านอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ได้เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2474  โดยมีหลวงปู่ใจ หรือ ท่านพระครูสุทธิสาร เจ้าอาวาสวัดเสด็จ เป็นพระอุปัชฌาย์,  ท่านพระครูเปลี่ยน เจ้าอาวาสวัดแก้วเจริญเป็นพระกรรมวาจาจารย์
และท่านพระครูอุดมสุตะกิจ เจ้าอาวาสวัดปราโมทย์  เป็นพระอนุสาวนาจารย์   หลวงปู่หยอดท่าน ได้รับฉายานามชินวังโส ซึ่งมีหมายความว่า ผู้สืบวงศ์แห่งพระพุทธเจ้า
หลังจากอุปสมบทท่านได้ศึกษาพระธรรมพระวินัยและดูแลปรนนิบัติพระอาจารย์ของท่าน คือ ท่านพระครูเปลี่ยน สุวัณณโชโต ซึ่งอาพาธด้วยโรควัณโรค  ด้วยกตัญญูและวิริยอุตสาหะ ท่านดูแลปรนนิบัติพระครูเปลี่ยน ตลอดช่วง 10 พรรษา
จนกระทั่งเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2484 ท่านพระครูเปลี่ยนถึงแก่มรณภาพลง
วันที่ 17 สิงหาคม 2484 พระราชมงคลวุฒาจารย์ (หลวงปู่ใจ) เจ้าคณะอำเภออัมพวา ได้แต่งตั้งพระภิกษุสุนทร ชินวังโส ให้รักษาการเจ้าอาวาสวัดแก้วเจริญและรักษาการแทนเจ้าคณะตำบลเหมืองใหม่ แทนท่านพระครูเปลี่ยน นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
หลวงปู่หยอด  ท่านเป็นผู้มีวิริยอุตสาหะสนใจใฝ่ศึกษาหาความรู้อย่างมาก จนได้รับวิทยฐานะดังนี้ ความรู้สามัญ สอบไล่ได้ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (สมัครสอบ) จากโรงเรียนประจำจังหวัดสมุทรสงคราม พ.ศ. 2478 สอบได้นักธรรมชั้นตรี-โท-เอก ตามลำดับ
พ.ศ.2484 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดแก้วเจริญ เจ้าคณะตำบลเหมืองใหม่-วัดประดู่ กรรมการสงฆ์องค์การเผยแผ่ ประจำอำเภออัมพวา พ.ศ.2488 เจ้าสำนักปริยัติธรรมวัดแก้วเจริญ ดำเนินการเปิดสอนภาษาบาลี
พ.ศ.2493 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นตรี ในราชทินนามที่ พระครูสุนทรธรรมกิจ
พ.ศ.2499 เป็นพระอุปัชฌายาจารย์
พ.ศ.2507 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโท ในราชทินนามเดิม
พ.ศ.2511 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอก ในราชทินนามเดิม

ผลงานด้านการศึกษา เป็นเจ้าสำนักนักเรียนธรรมชั้นตรี-โท-เอก และเป็นกรรมการสงฆ์องค์การเผยแผ่ อำเภออัมพวา

ตะกรุดลูกอมหัวใจโลกธาตุ  รุ่นแรก

ตะกรุดลูกอมหัวใจโลกธาตุ รุ่นแรก

วัตถุมงคลของหลวงปู่หยอดที่ได้รับความนิยมอย่างมาก คือ ตะกรุดลูกอมหัวใจโลกธาตุ ไหมเบญจรงค์ 5 สี ที่ได้รับการถ่ายทอดวิชามาจากหลวงปู่ใจ วัดเสด็จ
หลวงปู่หยอด ท่านได้ทำแจกให้ลูกศิษย์  ตะกรุดลูกอมไหมเบญจรงค์ 5 สีมีอานุภาพทางเมตตาและแคล้วคลาดจากภยันตราย เปี่ยมด้วยพุทธคุณอันเข้มขลัง
นอกจากนี้ หลวงปู่หยอดท่านยังสร้างวัตถุมงคลอื่นๆอีก เช่น พระปิดตา เหรียญหลวงพ่อหยอด พระสมเด็จ และอื่น ๆอีกมากมาย

ท่านมรณะภาพเมื่อวันที่ 12 มีนาคม ปี 2541 สิริรวมอายุ 86 ปี 9 เดือน 24 วัน รวมพรรษา 66 พรรษา  (ระยะเวลาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส 56 พรรษา)
หลวงปู่หยอดได้ละสังขารไปนานหลายปี คงเหลือไว้เพียงสังขารที่ไม่เน่าเปื่อย ให้ประชาชนลูกศิษย์ลูกหาได้กราบไหว้อยู่ที่ ณ กุฏิวัดแก้วเจริญ
 

 

ตะกรุดลูกอมหัวใจโลกธาตุ  รุ่นสอง

ตะกรุดลูกอมหัวใจโลกธาตุ รุ่นสอง

หลวงปู่ใจ วัดเสด็จ

หลวงปู่ใจ วัดเสด็จ

หลวงปู่ใจ วัดเสด็จ เกิดเมื่อวันวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ.2405 ตรงกับวันอาทิตย์ ขึ้น 2 ค่ำ เดือนอ้าย ปีจอ  บ้านเกิดท่านอยู่ที่ตำบลบางกุ้ง อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม   ตามประวัติหลวงปู่ใจท่านเป็นผู้สร้างเหรียญอริยสัจ รุ่นแรก
ท่านมีนามเดิมว่า ใจ  นามสกุล  ขำสมชัย   พ่อท่านชื่อ นายขำ  แม่ท่านชื่อ นางหุ่น  หลวงปู่ใจมีพี่น้อง 11 คน โดยเป็น ชาย 5 คนและ หญิง 6 คน
ต่อมาพ่อแม่ของท่านได้อพยพครอบครัวมาอยู่จังหวัดสมุทรสงคราม อันเป็นภูมิลำเนาเดิมของปู่ และพ่อของท่านซึ่งอยู่ที่ หมู่ 9 ตำบลเหมืองใหม่ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
จนเมื่อหลวงปู่ใจจึงอายุได้ 21 ปี ท่านก็ได้อุปสมบท ณ อุโบสถ  วัดบางเกาะเทพศักดิ์  เมื่อวันแรม 11 ค่ำ เดือน 7 ปีมะแม  โดยมีพระจุ้ย วัดบางเกาะเทพศักดิ์ เป็นพระอุปัชฌาย์   หลวงปู่ใจได้รับฉายาว่า “อินฺทสุวณฺโณ”
หลวงปู่ใจได้จำพรรษาที่วัดบางเกาะเทพศักดิ์  เพื่อศึกษาทั้งด้านวินัยและด้านพระปริยัติทั้งอักษรไทยและขอม จนมีความรู้แตกฉาน  และท่านยังศึกษาวิชาอาคมต่างๆ อีกด้วย
การเรียนหนังสือขอมเป็นที่สำคัญมากสำหรับพระภิกษุสงฆ์  เนื่องด้วยคัมภีร์พระไตรปิฎกนั้น  แต่เดิมเขียนด้วยอักษรขอม  เพิ่งเริ่มมาจะเขียนด้วยอักษรไทยในสมัยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
หลวงปู่ใจ  ท่านยังให้ความสนใจในเรื่องของคาถาอาคม และได้ศึกษาเล่าเรียนจากครูบาอาจารย์หลายท่าน  ครั้งใดที่ท่านออกเดินธุดงค์เพื่อฝึกจิตสมาธิในพงไพรกว้าง  เมื่อพบพานพระธุดงค์ด้วยกัน  ท่านมักขอศึกษาวิชาแลกเปลี่ยนวิชาอาคมด้วย
และหลวงปู่ใจมีโอกาสได้เรียนรู้วิชาทางสมาธิจากหลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว จากในป่านั้นเอง เมื่อครั้งที่ท่านเดินธุดงค์ไปพบกับหลวงปู่ยิ้มนั่นเอง
หลวงปู่ใจ  ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีลูกศิษย์และชาวบ้านให้เคารพนับถือท่านอย่างมากมาย  ท่านได้สร้างพระไว้หลายอย่าง ทั้งเหรียญและพระหล่อเนื้อเมฆพัด   และพระปรกใบมะขามเนื้อเมฆพัดของท่านจัดเข้าอยู่ในชุดพระเบญจภาคีปรกใบมะขาม ซึ่งโด่งดังมาก
นอกจากพระเครื่องแล้ว  หลวงปู่ใจยังได้สร้างตะกรุดไว้หลากหลายแบบ  ที่โดดเด่นมากที่สุดก็คือตะกรุดลูกอม ที่มีทั้งเนื้อทองคำ เนื้อเงิน และเนื้อนาค  ซึ่งท่านได้รับการถ่ายทอดวิชามาจากหลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว  จังหวัดกาญจนบุรี
หลวงปู่ใจ หรือ พระราชมงคลวุฒาจารย์ (ใจ อินฺทสุวณฺโณ)  ท่านได้รับสมณศักดิ์ดังต่อไปนี้
พ.ศ. 2458 เป็นผู้รั้งเจ้าคณะแขวงบางคนที
พ.ศ. 2460 เป็นเจ้าคณะแขวงบางคนที และได้รับพระราชทานสัญญาบัตรมีพระราชทินนามว่า “พระครูสุทธิสาร”
พ.ศ. 2469 เป็นเจ้าคณะแขวงอัมพวา พ.ศ. 2495 เป็นพระสุทธิสารวุฒาจารย์
พ.ศ. 2504 เป็นพระราชมงคลวุฒาจารย์ หลวงปู่ใจท่านมรณภาพวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2505 สิริอายุได้ 100 ปี พรรษาที่ 78

ในสมัยที่ท่านกำลังสร้างวัดเสด็จอยู่นั้น   ท่านได้เดินทางไปจังหวัดกาญจนบุรีอยู่บ่อยๆ เพื่อไปหาซื้อไม้มาสร้างวัด ท่านไปๆ มาๆ อยู่หลายปีจึงสร้างวัดได้สำเร็จ
และทุกปีท่านจะมาแวะพักที่วัดหนองบัว เอาหมากพลูมาถวายหลวงปู่ยิ้ม  ซึ่งหลวงปู่  ท่านให้เคารพหลวงปู่ยิ้มมาก  มีอยู่ปีหนึ่งหลวงปู่ยิ้มพูดกับท่านว่าถ้าสนใจในวิทยาคมก็จะถ่ายทอดให้  หลวงปู่ใจจึงรีบขอเป็นศิษย์ทันที
หลวงปู่ยิ้มได้มอบบทเรียนบทแรกว่าด้วยการทดสอบพลังจิต โดยจุดเทียนตั้งไว้ที่ขัดน้ำมนต์ แล้วให้ท่านเพ่งกระแสจิตไปที่เทียนให้เทียนขาดกลางให้ได้   ถ้าทำได้เมื่อใดจึงจะมอบวิชาให้  หลวงปู่ใจท่านทำอยู่ 7 คืน เทียนก็ไม่ยอมขาด
หลังจากกลับมาที่พัก ท่านตัดสินใจว่า ถ้าหากคืนพรุ่งนี้เพ่งกระแสจิตแล้วเทียนยังไม่ขาด   ท่านก็จะกลับอัมพวา ปรากฏว่าคืนวันที่ 8 ท่านก็ทำได้สำเร็จ   ท่านสามารถเพ่งกระแสจิตตัดเทียนให้ค่อยๆ ละลายขาดลงตรงกลาง  หลวงปู่ยิ้มได้กล่าวชมว่า “เมื่อแรกเรียนท่านก็เก่งกว่าเสียแล้ว”
เพราะหลวงปู่ยิ้มเองต้องทำอยู่ถึง 15 วัน   หลวงปู่ยิ้ม ท่านได้ถ่ายทอดวิชาว่าด้วยการสร้างตะกรุดปราบทาษามหาระงับ ตะกรุดลูกอมอันเลื่องลือของท่านให้แก่หลวงปู่ใจจนหมดสิ้น   ตะกรุดของหลวงปู่ใจนั้น  ตะกรุดลูกอมของหลวงปู่ใจจะมีอยู่ 3 เนื้อคือ เนื้อทองคำ เนื้อนาค และเนื้อเงิน

ตะกรุดลูกอม

ตะกรุดลูกอม

ท่านจะสร้างด้วยความพิถีพิถันใช้ความประณีตบรรจง  โดยตะกรุดแต่ละดอกจะมีขนาดเท่ากัน  ลักษณะการม้วนจะเหมือนกัน การขวั้นไหม 5 สี  ร้อยตะกรุดลูกอม ก็ต้องใช้ไหมที่มีขนาดเท่ากันทุกเส้นเวลาขวั้นต้องจัดเกลียวให้เป็นระเบียบ
และท่านจะปลุกเสกของๆ ท่านเพียงองค์เดียวเท่านั้น ปัจจุบันตะกรุดลูกอมของหลวงปู่ใจนั้นหายาก ทุกคนที่ครอบครองอยู่ต่างหวงแหนมาก
หลวงปู่ใจ  ท่านได้สร้างตะกรุดไว้ มีหลายรูปแบบ ทั้ง ตะกรุดโทนยาว ตะกรุดโทนสั้น  ตะกรุดมหารูด ตะกรุดคลอดลูก ตะกรุดแปดทิศ ตะกรุดมหาระงับ ตะกรุดมหาปราบ ตะกรุดลูกอมสอดไหม

ตะกรุดมหาปราบ หลวงปู่ใจ

ตะกรุดมหาปราบ หลวงปู่ใจตะกรุดมหาปราบหลวงปุ่ใจ ขนาด 4นิ้ว เนื้อทองแดงเก่าถึงยุค พันเชือกยอกยาลงรักปิดทอง

หลวงพ่อสุด วัดกาหลง

หลวงพ่อสุด วัดกาหลง

หลวงพ่อสุด วัดกาหลง หรือ พระครูสมุห์ ธรรมสุนทร  บิดาท่านชื่อ นายมาก  มารดาท่านชื่อ นางอ่อนศรี  ครอบครัวของท่านเป็นชาวนา  อำเภอ พนมไพร   จังหวัดร้อยเอ็ด
เกิดเมื่อวันที่ 7 พฤษาภาคม 2445 ในสมัย ร.5  ตอนอายุได้ 16 ปี ท่านได้บวชบรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดกลางพนมไพร อ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด   เมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2461
โดยมีท่านพระครูเม้า เป็นพระอุปัชฌาย์  ต่อมาได้ท่านพระครูเม้าเป็นพระอาจารย์องค์สำคัญที่หลวงพ่อให้ความเคารพนับถืออย่างมาก
เมื่อบวชเณรได้ระยะหนึ่ง หลวงพ่อสุด ท่านได้ออกเดินทางรอนแรมจากร้อยเอ็ดมุ่งเข้าสู่กรุงเทพ เพื่อแสวงหาความรู้ทางธรรมและวิชาอาคมต่างๆ
เข้าใจว่า ท่านคงจะมาบวชเป็นพระที่วัดกาหลง นี่เอง ทั้งนี้เพราะใน พ.ศ. 2481 ท่านอายุได้ 36 ปี

ท่านได้สอบนักธรรมชั้นเอก สำนักเรียนวัดกาหลง
ด้านการปกครอง
พ.ศ.2478 เป็นเจ้าอาวาสวัดกาหลง
พ.ศ.2479เป็นเจ้าคณะหมวด
พ.ศ.2484เป็นเจ้าคณะตำบล
พ.ศ.2495เป็นสาธารณูปการอำเภอ

ด้านการศึกษา
พ.ศ.2482เป็นผู้อุปการะโรงเรียนวัดกาหลง
พ.ศ.2485 เป็นครูสอนพระปริยัติธรรม
พ.ศ.2495 เป็นกรรมการการตรวจธรรมสนามหลวง

ด้านสมณศักดิ์
พ.ศ.2490 เป็นพระครูสัญญบัตร ชั้นตรี
พ.ศ.2511 เป็นพระครูสัญญบัตร ชั้นโท
พ.ศ.2517 เป็นพระครูสัญยญบัตรชั้นเอก

หลวงพ่อสุด ถึงแม้ท่านมิใช่คนสมุทรสาคร  แต่ชาวสมุทรสาครก็นับถือเคารพรักท่านเป็นอย่างมาก  เพราะท่านได้ช่วยเหลือและให้ความเมตตา  ท่านจึงเป็นที่รักของลูกศิษย์ลูกหาและชาวสมุทรสาคร

ด้านวิชาศึกษาด้านอาคม (พระอาจารย์ของหลวงพ่อสุด)
1.หลวงปู่เม้า วัดกลางพนมไพร(พระที่บวชให้ท่านในสมัยตอนเป็นเณร)
2.หลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบื่อ (สำหรับหลวงพ่อรุ่ง ในปี 2484 หลวงพ่อสุดเป็นเจ้าคณะตำบล หลวงพ่อรุ่งได้จัดเหรียญรุ่นแรกของท่าน
หลวงพ่อสุดได้อยุ่ในการร่วมสร้างเหรียญนี้ด้วยเช่นกัน)
3.หลวงพ่อคง วัดบางกระพล้อม (เป็นพระที่หลวงพ่อสุดนับถือมาก)
หลวงพ่อสุด ท่านเป็นอาจารย์ของ ตี๋ใหญ่ จอมโจรในอดีต  และท่านเป็นเจ้าของยันต์ตะกร้อและเสือแผ่นที่ทำให้อยู่ยงกระพันที่โด่งดังมากในสมัยนั้น

ผ้ายันต์ตะกร้อ

ผ้ายันต์ตะกร้อ

ผ้ายันต์ตะกร้อ ยังเป็นที่กล่าวขานและเป็นที่นิยมกันใน ชาว จ.สมุทรสาคร อีกด้วย
ยันต์ตะกร้อ เป็นยันต์ที่ท่านได้ปลุกเสกขึ้นมา เมื่อตอนปลุกเสกนั้นหลวงพ่อท่านได้ลงคาถาอาคมโดยใช้ภาษาขอม เขมร และลาว โดยที่บทสวดที่ท่านสวดมีใจความว่า

“จะกระสุนก็ดี จะไฟก็ดี ก็สามารถจะทำอะไรเนื้อหนัง และกระดูกได้”

ตี๋ใหญ่ มักไปมาหาสู่หลวงพ่อสุดอยู่บ่อยๆ ตี๋ใหญ่มีของดีคือมีผ้ายันต์กับตะกรุดของหลวงพ่อสุดไว้ป้องกันตัว  ถึงขนาดถูกตำรวจเป็นร้อยล้อมจับก็ยังสามารถหนีเอาตัวรอดไปได้  จนมีเสียงร่ำลือกันว่าตี๋ใหญ่มีวิชาล่องหนหายตัวได้
มีเรื่องเล่าถึงวันที่ ตี๋ใหญ่เสียชีวิต คือวันนั้นก่อนที่จะหนีไปหลบซ่อนตัว   ตี๋ใหญ่สั่งให้ลูกน้องขับรถพามาหาหลวงพ่อสุด ที่วัดกาหลง  เพราะต้องการมาขอผ้ายันต์และตะกรุด  แต่มาแล้วไม่พบท่าน จึงกลับออกมา ระหว่างที่รถวิ่งออกมาก็โดนถล่มจากตำรวจจำนวนมากทั้งสองข้างทาง

ตะกรุด108

ตะกรุด108

หลวงพ่อสุด  ท่านมรณภาพเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ปี  2526  รวมอายุได้ 81 ปี  หลังจากที่หลวงพ่อสุดมรณะภาพ มีการเผาศพของท่านได้เป็นข่าวดังทางหน้าหนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับ
ในเนื้อข่าวน่ากล่าวถึงศพของท่านโดนไฟเผาไหม้ไม่หมด  ร่างกายที่เป็นเนื้อหนังกระดูกเผาหมดแล้วแต่กระดูกของท่านยังอยู่ในภาพที่สมบูรณ์มาก ไม่บิ่นหรือแตกร้าวเป็นชิ้นๆ แบบการเผาศพทั่วๆไปเลย
ปัจจุบันทางวัดกาหลงได้นำร่างที่เป็นโครงกระดูกของท่านมาบรรจุไว้ในโลงแก้วตั้งให้ประชาชนไปกราบนมัสการอยู่ที่ชั้น 2 ของศาลาการเปรียญ

เพื่อให้ประชาชนทั่วไปสักการะกราบไหว้

หลวงพ่อทองสุข วัดสะพานสูง

หลวงพ่อทองสุข วัดสะพานสูง

หลวงพ่อทองสุข วัดสะพานสูง  หรือท่านพระครูนนทกิจโสภณ  เดิมท่านชื่อ ทองสุข นามสกุล บุญมี  เกิดเมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2446
บ้านเกิดอยู่ที่ ต. หนองขนาน   อ.เมือง  จ.เพชรบุรี  บิดาชื่อนายคง  บุญมี   มารดาชื่อ นางแพ  บุญมี   ท่านมีพี่น้องรวมทั้งหมด 5 คนโดยท่าน
เป็นน้องคนสุดท้อง  เมื่อตอนเล็กท่านไปเรียนหนังสือในความอุปถัมภ์ของ อาจารย์ จ้อย  เจ้าอาวาสวัดเพรียง   เมื่อครั้นอายุได้ 13 ปีท่านก็เดินทางไปเรียน
หนังสือที่วัดหนองหว้าจนถึงอายุ 18 ปีท่านก็เดินทางกลับมายังบ้านเกิดอยู่มาได้สักพักใหญ่ท่านก็ไปรับราชการเป็นตำรวจ  จนเมื่อปี 2470  ท่านอายุได้ 24 ปี
ท่านจึงอุปสมบาทแล้วไปจำพรรษา 1 พรรษา ณ วัดหนองหว้า หลังจากนั้นท่านก็ออกธุดงค์จนพบสหายธรรมของท่าน ชื่ออาจารย์เพ็ง    จากนั้นก็ชักชวนกัน
ไปจำพรรษาอยู่ที่ วัดท่าเกวียน อ.ปากเกร็ด จ. นนทบุรี    ระหว่างนั้นหลวงพ่อทองสุขได้ยินกิตติศัพท์ของหลวงปู่กลิ่น วัดสะพานสูง  จึงได้ไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์
ร่ำเรียนธรรมะและวิชาอาคม     หลังจากที่หลวงปู่กลิ่นมรณะภาพ   หลวงพ่อทองสุขได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดสะพานสูง  และได้รับการแต่งตั้งเป็น
พระครูนนทกิจโสภณ  ในวันที่ 5 ธันวาคม 2501   เครื่องรางของขลังของท่านที่ได้รับความนิยมอย่างมากคือ พระปิดตาและตะกรุด

หลวงพ่อทองสุขมรณะภาพเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2525  รวมอายุได้ 79 ปี  ( 55 พรรษา)

พระปิดตา

พระปิดตา

ตะกรุด หลวงพ่อทองสุข วัดสะพานสูง

ตะกรุด หลวงพ่อทองสุข วัดสะพานสูง

หลวงพ่อนก วัดสังกะสี

หลวงพ่อนก วัดสังกะสี

หลวงพ่อนก วัดสังกะสี  ท่านเกิดเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ.2392  ปีระกา  ตรงกับ วันเสาร์ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 2  บ้านเกิดอยู่ที่ตำลงบางกระเจ้า อำเภอนครเขื่อนขันธ์ (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอพระประแดง) จังหวัดสมุทรปราการ
พ่อของท่านชื่อ นายนวล   แม่ชื่อนางเคลือบ  แม่ของท่านเป็นคนบางบ่อ   เมื่อตอนท่านยังเด็ก  พ่อและแม่ได้นำท่านไปฝากเรียนหนังสือที่วัดกับพระอธิการโต วัดบางบ่อ เมื่ออายุครบ 15 ปี พ่อและแม่ของท่านได้พาท่านไปบรรพชาบวชเป็นสามเณร ณ วัดกองแก้ว ตำบลบางยอ อำเภอนครเขื่อนขันธ์ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของนายนวล  โดยมี พระครูวิบูลย์ธรรมคุต เป็นพระอุปัชฌาย์
ท่านได้ศึกษาพระธรรมวินัย หนังสือขอม  หนังสือไทย จนอายุครบบวช  ในขณะนั้นนายนวลพ่อของท่านได้เสียชีวิตลงแล้ว  แม่ของท่านจึงได้พาท่านไปบวชพระที่บ้านคลองด่าน  ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมาวัดบางเหี้ย (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อมาเป็นวัดมงคลโคธาวาส) ตำบลคลองด่าน อำเภอบางเหี้ย (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อมาเป็นบางบ่อ) จังหวัดสมุทรปราการ
โดยมีพระครูพิพัฒน์นิโรธกิจ หรือหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย เป็นพระอุปัชฌาย์  พระอาจารย์ทอง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์เรือน (วัดบางเหี้ย)  เป็นพระอนุสาวนาจารย์   ท่านได้รับฉายาว่า “ธมฺมโชติ”
เมื่อบวชเป็นพระแล้ว  ท่านก็ได้ศึกษาพระธรรมวินัย สมถะวิปัสสนากรรมฐาน และพระเวทวิทยาคมต่างๆ จากหลวงพ่อปาน ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์  ด้วยความที่ท่านเป็นคนที่มีสติปัญญาดี มีไหวพริบไวเฉลียวฉลาด และมีความจำที่แม่นยำ  ท่านจึงศึกษาเล่าเรียนความรู้และวิทยาคมต่างๆ จนแตกฉาน  
หลวงพ่อนก  ท่านได้ติดตามหลวงพ่อปาน ออกธุดงค์ไปด้วยเป็นประจำ หลวงพ่อปานท่านได้สอนวิธีทำเขี้ยวเสือให้กับหลวงพ่อนก จนมีความชำนาญยิ่งและได้รับคำชมเชยจากหลวงพ่อปานว่า ทำได้ขลังและเหมือนท่านมากจริงๆ  หลวงพ่อนกท่านสามารถปลุกเสกเขี้ยวเสือให้กระโดดออกมาจากบาตรได้  เขี้ยวแกะเสือหลวงพ่อนกจึงได้มีชื่อเสียงเลื่องลือมากจนนักสะสมเครื่องรางอยากจับจองไว้เป็นเจ้าของ

เขี้ยวเสือหลวงพ่อนก

เขี้ยวเสือหลวงพ่อนก

บางทีหลวงพ่อปานท่านก็ให้หลวงพ่อนก  ท่านจารอักขระเขี้ยวเสือให้ด้วย   หลวงพ่อปานท่านไว้วางใจหลวงพ่อนกเป็นอย่างมาก   ยกย่องให้หลวงพ่อนกเป็นศิษย์เอกของท่านเลยทีเดียว
ในบางครั้ง หลวงพ่อนกก็ได้ปลีกตัวออกรุกข์มูลองค์เดียวหรือไปกับหมู่คณะเพียง 2-3 รูปบ้าง  จนมาวันหนึ่งท่านได้เดินธุดงค์มาปักกลดอยู่ที่หมู่บ้านคลองพระยานาคราช ตำบลบางพลีน้อย อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ  ได้มีขุนสำแดงเดชา ภรรยานามว่า นางนุ่ม ได้มีจิตศรัทธาถวายที่ดินให้สร้างวัด แล้วนิมนต์หลวงพ่อนกให้อยู่ดูแลวัดสังกะสี
ซึ่งท่านเมื่อได้ปรึกษาหลวงพ่อปานแล้ว ก็ได้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดสังกะสีให้ตามคำอ้อนวอนของญาติโยมและได้มาทะนุบำรุงวัดให้เจริญรุ่งเรือง ในปี พ.ศ.2430 จนถึงวันที่มรณะภาพในวันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ.2475 ตรงกับแรม 7 ค่ำ เดือน 10 ปีวอก สิริรวมอายุได้ 83 ปี

บลอกที่ WordPress.com . | The Motion Theme.
[ Back to top ]
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.