Archive for สิงหาคม, 2011


หลวงพ่อสุ่น

หลวงพ่อสุ่น วัดศาลากุน

หลวงพ่อสุ่น วัดศาลากุน  ท่านเป็นพระที่มีชื่อเสียงมากและน้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก  หลวงพ่อสุ่นท่านเป็นต้นตำรับของตำนานการสร้างหนุมานที่มีความศักดิ์สิทธิ์ และมีอานุภาพคุ้มครองป้องกันภัย และเมตตามหานิยม
เเก่ผู้ที่มีไว้ครอบครอง  มีผู้คนมักถามว่าทำไมหนุมานของท่านถึงมีอานุภาพมาก  ลูกศิษย์ของท่านคนนึงเล่าให้ฟังว่า การปลุกเสกหนุมานของหลวงพ่อสุ่นมีความพิเศษ มีความเเปลกเเละพิศดารเป็นอย่างมาก   ก่อนที่ท่านจะลงมือทำการปลุกเสกหนุมาน
ในตอนเช้า  หลวงปู่สุ่นท่านจะให้ลูกศิษย์ไปตัดต้นไม้ที่มีหนามมาไว้มากๆ ส่วนมากจะเป็นจำพวกต้นไผ่ ต้นมะขามเทศ ต้นพุทธา  ส่วนช่วงค่ำท่านก็จะทำวัตรกับพระลูกวัดตามปกติเหมือนทุกวัน หลังจากที่ท่านทำวัตรเสร็จเเล้ว ท่านก็จะเข้าไปในกุฎิประมาณหนึ่งชั่วโมงท่านก็จะออกมา
พร้อมกับอุ้มบาตรออกมาเเล้วเรียกลูกศิษย์ให้อุ้มบาตรเข้าไปในโบสถ์
(ท่านกำชับบอกลูกศิษย์ว่าห้ามเปิดบาตรเด็ดขาด  ท่านมักพูดลอยๆว่า “ขี้เกียจจับ”)  เเละท่านก็จะกลับมานั่งทำวัตรอีกครั้ง เมื่อทำวัตรเสร็จเเล้วหลวงปู่สุ่นท่านก็นั่งหันหลังให้พระประธานเเล้วเอาบาตรตั้งไว้ด้านหน้าจากนั้นก็จะให้ลูกศิษย์นำกิ่งไม้มีหนามที่เตรียมไว้
มาสุมไปที่ตัวท่านให้เต็มจนหาทางเข้า-ออกไม่ได้   ท่านก็จะให้ลูกศิษย์ออกจากโบสถ์เเล้วลั่นกลอนปิดประตูโบสถ์ไว้  และห้ามผู้ใดเข้าออก  ครั้นเมื่อถึงเวลาประมาณตี 4 ท่านจะเรียกลูกศิษย์ให้เข้าไปในโบสถ์
เพื่อเก็บหนุมานที่ท่านปลุกเสกไว้ติดอยู่กับกิ่งไม้เเละหนามที่สุมตัวท่าน ตัวไหนที่หล่นอยู่กับพื้นให้เเยกไว้ต่างหาก  ท่านว่ายังใช้การไม่ได้เพราะปลุกไม่ขึ้น  สิ่งที่คาใจในลูกศิษย์คือหนุมานขึ้นไปติดกับกิ่งไม้เเละหนาม ได้อย่างไร
ที่สำคัญท่านออกมาจากกองหนามกิ่งไม้ที่สุมตัวท่านได้อย่างไร  โดยทุกอย่างอยู่ในสภาพเดิมทั้งสิ้น  หนุมานที่หลวงพ่อสุ่นปลุกเสก จะมีด้วยกันสามเนื้อคือ เนื้อไม้ เนื้องาช้าง เเละเนื้อเขี้ยว ลูกศิษย์หลวงพ่อสุ่นยังเล่าให้ฟังอีกว่า
การใช้หนุมานให้ได้ผลควรจะมีคาถากำกับด้วย เริ่มด้วยการตั้งนะโม 3 จบ เเล้วว่ากล่าวว่า  “โอม หะนุมานะ นะอย่าทำนะ”  หลวงปู่สุ่นยังบอกอีกว่าเวลาไปไหนมาไหน ให้ภาวนาในใจโดยไม่มีหนุมานก็ได้  หนุมานตัวที่ลงนี้เป็นเนื้องาเเกะ โดยช่างชาวบ้าน ตัวเล็กมาก

“ขุนกระบี่วานร ฤทธิเกริกไกร หนึ่งในสยาม” หนุมานของหลวงปู่สุ่นนับเป็นสุดยอดของขลังในชุดเบญจภาคี  เป็นเครื่องรางของขลังที่นักสะสมเฝ้าใฝ่หาไว้มาครอบครองบูชาไม่แพ้เขี้ยวเสือแกะของหลวงพ่อปาน   หลวงพ่อสุ่นท่านเรียนวิชาปลุกเสกหนุมาน จากพระนาคทัศน์ ซึ่งมีคาถากำกับหนุมานให้ว่า
“นะมัง เพลิง โมมังปากกระบอก ยะมิให้ออก อุดธังโธอุด ธังอัด อะสังวิสุโรปุสะพูพะ มะอะอุ โอมยะพุทธา ทะโยสตรี สตรี นิสังโห”

การะแกะหนุมาน มีช่างแกะ อยู่ 3 แบบ คือ แบบหน้าโขนทรงเครื่อง ,แบบหน้าลิงหัวค่ำ ,และหน้าลิงกระบี่   หน้าลิงหัวค่ำจะแกะเป็นหนุมานหัว   ซึ่งมีปากและลิ้นคล้ายเป็ด
หนุมานหลวงพ่อสุ่นเป็นงานที่แกะขึ้นด้วยมือล้วนๆไม่มีบล๊อกแม่พิมพ์  การพิจารณาดูว่าแท้หรือไม่จึงต้อง เน้นการอ่านฝีมือช่างให้ออก
ส่วนที่หลวงพ่อสุ่น ท่านไม่ค่อยได้ทำตะกรุด นั้นเป็นไปได้ว่า ท่านไม่ต้องการให้ซ้ำกับสหมิกธรรมร่วมอาจารย์เดียวกันของท่านคือ หลวงปู่กลิ่น วัดสะพานสูง  เพราะเกจิยุคเก่านั้นท่านถือมากเรื่องการทำทับรอยซึ่งกันเเละกัน หรือว่า การทำทับรอยอาจารย์

Advertisements
ประวัติของหลวงพ่อเต๋ คงทอง

ประวัติของหลวงพ่อเต๋ คงทอง

ประวัติของหลวงพ่อเต๋ คงทอง ท่านเกิดเมื่อวัน ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๗ ปีกระต่าย ตรงกับวันจันทร์ที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๓๔
ที่บ้านสามง่าม หมู่4  หลวงพ่อเต๋มีโยมพ่อชื่อ นายจันทร์ นามสกุล สามง่ามน้อย และโยมมารดาชื่อนางบู่  มีพี่น้องรวม ๗ คน หลวงพ่อเต๋เป็นลูกคนที่ ๕  เมื่ออายุ ๑๕ ปี ได้บวชเป็นสามเณร   ท่านได้ศึกษาพระธรรมวินัยและศึกษาวิชาอาคมอยู่กับลุงของท่าน ชื่อ หลวงลุงแดง   เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๔ ท่านมีอายุครบ ๒๑ ปีได้ทำการอุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมี หลวงพ่อทาหรือท่านพระครูอุตตรการบดี  วัดพระเนียงแตก เป็นพระอุปัชฌาย์   และพระสมุห์เทศ วัดทุ่งผักกูด เป็นพระกรรมวาจาจารย์  สุดท้ายนี้ ได้พระอธิการจอม วัดลำเหย เป็นพระอนุสาวนาจารย์  หลวงพ่อเต๋ท่านได้รับฉายาว่า คงทอง ท่าได้ศึกษาร่ำเรียนทั้งทางธรรมและวิชาอาคมกับหลวงพ่อทา วัดพระเนียงแตก  ก่อนที่หลวงลุงแดงท่านจะมรณภาพลงได้ฝากฝังวัดสามง่ามให้หลวงพ่อเต๋ ดูแลต่อไป

ท่านเริ่มออกธุดงค์ระหว่าง พ.ศ.๒๔๕๕-๒๔๗๗ รวมเป็น ๑๗ ปี ต่อมาหลวงพ่อเต๋ได้ไปศึกษาวิชาเพิ่มเติมกับ หลวงปู่แช่ม วัดตาก้องจากนั้น  ท่านก็ธุดงค์ไปเรื่อยๆ เดินทางไปในสถานที่ต่างๆและได้ไปเรียนเพิ่มกับพระอาจารย์รูปอื่นๆ อีกด้วย  รวมทั้งอาจารย์ฆราวาสที่เป็นชาวเขมร ซึ่งเคยเป็นอดีตแม่ทัพเขมร และเป็นอาจารย์ที่หลวงพ่อเต๋ให้ความนับถือมาก ( ในสมัยที่หลวงพ่อเต๋ยังมีชีวิตจะทำการไหว้ครูเขมรมิได้ขาด) ภายหลังที่กลับมาพำนักได้ ๓ ปี  หลวงพ่อเต๋ได้ทำการปฏิสังขรณ์วัดสามง่ามด้วยมานะอันแรงกล้าอย่างหาที่เปรียบมิได้  ท่านยังได้พัฒนา หมู่บ้าน ชุมชน สถานีอนามัย โรงเรียน โรงพยาบาล สถานีตำรวจ เป็นต้น

กุมารทองหลวงพ่อเต๋

กุมารทองหลวงพ่อเต๋

หลวงพ่อเต๋ ท่านเปี่ยมไปด้วยความเมตตาปราณี ให้ความรักแก่ศิษย์ทุกคนแบบเท่าเทียมกันโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง  นอกจากนี้ท่านยังให้ความเมตตาแก่สัตว์ทั้งหลาย  ก่อนที่ท่านจะฉันภัตตาหาร ท่านจะต้องให้ข้าวสัตว์เหล่านี้เป็นนิล เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๕  คณะกรรมการสงฆ์ของจังหวัดได้พิจารณาแต่งตั้งให้หลวงพ่อเต๋เป็นเจ้าอาวาสวัดสามง่าม และปี พ.ศ.๒๔๗๖ และแต่งตั้งให้ท่านเป็นเจ้าคณะตำบล ปกครอง ๕ วัดอีกด้วย

วัตถุมงคลของหลวงพ่อเต๋
ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ หลวงพ่อเต๋จะสร้างไว้หลายแบบหลายชนิด  แต่ละชนิดล้วนมีอภินิหารเป็นที่ประจักษ์และเล่าขานกันมาจนถึงทุกวันนี้   วัตถุมงคลของท่านเน้นเรื่องพุทธคุณไม่ได้เน้นเรื่องความสวยงาม   ท่านมีความตั้งใจที่จะสร้างวัตถุมงคลเพื่อให้บูชาพกติดตัวป้องกันภัยต่างๆ ส่วนมากเป็นเนื้อดินผสมผงป่นว่าน  เนื้อดินอาถรรพณ์ที่นำมาเป็นมวลสารนั้นได้แก่ ดิน ๗ โป่ง ,ดิน ๗ ป่าช้า และดินขุยปู เป็นต้น ด้านหลังพระทุกพิมพ์จะประทับชื่อ หลวงพ่อเต๋ กดลึกลงเนื้อพระ   ส่วนวัตถุมงคลที่สร้างชื่อเสียงจนทุกวันนี้คือ กุมารทอง  หรือ ตุ๊กตาทอง  ตำราการสร้างกุมารทองท่านได้จากหลวงลุงแดง นำดิน๗ โป่ง ,ดิน ๗ ป่าช้า และดินขุยปู เป็นต้น
หลวงพ่อเต๋ท่านมาปั้นแจกชาวบ้าน นำไปเพื่อคุ้มครอง การปลุกเสกนั้นท่านจะปั้นแล้วเอาวางนอนไว้แล้วทำการปลุกเสกให้กุมารทองลุกขึ้นมาเองตามตำรา  ผู้ที่ได้รับไปบูชามักจะมีเรื่องเล่าสู่กันฟังเป็นมีอภินิหารต่างๆ ของกุมารทองของท่าน     หลวงพ่อเต๋ คงทอง ท่านได้มรณะภาพลงโดยอาการสงบเมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๒๔  อายุได้ ๘๐ ปี ๖ เดือน  ๑๐ วัน ๕๙ พรรษา ปัจจุบันทางวัดยังคงเก็บรักษาสังขารของท่านไว้ให้ลูกศิษย์ลูกหาและผู้ที่เคารพศรัทธาในตัวท่านไปกราบไหว้บูชา

นอกจากนี้ ยังมีตะกรุดสามห่วง ตะกรุดหน้าผากเสือ ตะกรุดมหารูด ที่ขึ้นชื่อว่าเด่นมาในเรื่องคงกระพัน แม้แต่ตี๋ใหญ่ มหาโจรชื่อดัง ยังต้องมาฝากตัวเป็นศิษย์ท่านและให้ท่านสักยันต์ให้ นอกจากตะกรุดหลวงพ่อสุด วัดกาหลงแล้ว ตะกรุดสามห่วง หลวงพ่อเต๋ก็เป็นสิ่งที่ตี๋ใหญ่ติดตัวไว้ตลอดไม่ยอมให้ห่างกายเลย

ผ้ายันต์รุ่นแรก

ผ้ายันต์รุ่นแรก

ตะกรุด3ห่วงยุคต้น

ตะกรุด3ห่วงยุคต้นผ้ายันต์รุ่นแรก

ตะกรุดมหารูดหน้าผากเสือ

ตะกรุดมหารูดหน้าผากเสือ

หลวงปู่กลิ่น วัดสะพานสูง

ประวัติหลวงปู่กลิ่น วัดสะพานสูง

ประวัติของพระครูโศภณศาสนกิจ หรือ หลวงปู่กลิ่น มีนามเดิมว่า กลิ่น เกิดวันอังคารขึ้น 13 ค่ำ เดือน 11 ปีฉลู เวลา 2.00 น. ตามลักขณาสถิตเตโชธาตุ ราศีสิงห์ ตรงกับวันที่ 4 ตุลาคม ปี พศ.2408
ตัวท่านมีบิดาชื่อนายเปลี่ยน  และมารดาชื่อนางอิ่ม นามสกุล จันทร์เปลี่ยน หลวงปู่กลิ่นเป็นพี่ชายคนโตเเละมีน้องสาวอีกคน เดิมบ้านอยู่ที่ตำบลบ้านเเพรก อำเภอนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี  เมื่ออายุได้ 11 ปี
ท่านได้ไปศึกษาอักษรวิธี ที่วัดท้ายเมือง ตำบลตลาดขวัญ จังหวัดนนทบุรี การศึกษาของท่านในครั้งนี้เป็นการศึกษาในอักษรไทย

เมื่ออายุได้ 17 ปี ท่านได้บวชเณร เเละได้ศึกษาอักษรขอมเเละภาษาบาลี ในสำนักท่านอาจารย์อิน วัดหงส์รัตนาราม จังหวัดธนบุรี จนอายุได้ 19 ปี โยมผู้หญิงของท่านได้ถึงเเก่กรรม
ท่านจึงได้ลาเพศบรรพชาเเล้วกลับมาอยู่บ้านเดิมของท่าน  เมื่อปี 2426 ท่านได้ย้ายมาอยู่กับหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง ตำบลบ้านเเหลมใหญ่ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี
ในฐานะเป็นศิษย์ของหลวงปู่เอี่ยม พ.ศ. 2428 เมื่อท่านอายุได้ 21 ปี  จึงได้อุปสมบท ณ พัทสีมา วัดสะพานสูง เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ซึ่งตรงกับวันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 8 ปีระกา
พระอาจารย์เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์รุ่ง วัดท้องคุ้ง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์น้อย วัดสัลเลข (วัดสารีโข) เมื่ออุปสมบทเเล้ว ท่านมีฉายาว่า จนฺทรงฺสี  และได้พำนักอยู่ที่วัดสะพานสูงตลอดมา
หลวงปู่กลิ่นท่านชอบศึกษาหนักไปทางวิปัสสนาธุระ พร้อมทั้งได้ศึกษาทางเวชศาสตร์จากหลวงปู่เอี่ยม เป็นจำนวนมาก จนถึงเมื่อเวลาที่หลวงปู่เอี่ยมได้มรณภาพไปเเล้ว การศึกษาเวชศาสตร์ของท่านจึงได้ลดลง
ปี พ.ศ. 2438 หลวงปู่กลิ่นได้รับการเเต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดสะพานสูง โดยความเห็นพร้อมกันเป็นเอกฉันท์ในทางฝ่ายประชาชนเเละทางคณะสงฆ์  ซึ่งมีพระปรีชาเฉลิม (เเก้ว) วัดเฉลิมพระเกียรติ เป็นผู้อนุมัติ
เมื่อหลวงปู่กลิ่นได้รับตำเเหน่งเจ้าอาวาสเเล้ว ปรากฎว่าท่านเป็นผู้มัธยัส ไม่ต้องการเเสวงหา  ไม่สะสมในสิ่งที่ไม่จำเป็น  และท่านถือสันโดษ ไม่มีโลภะเจตนา พร้อมทั้งได้วางหลักการปกครองวัดไว้เป็นระเบียบเรียบร้อย โดยยึดมั่นในสันติวิธีทุกประการ
หลวงปู่กลิ่นเน้นหนักไปทางข้อวัตรปฎิบัติ เเละ ปฎิสังขรวัดวาอาราม  นับเเต่ท่านได้รับตำเเหน่งเจ้าอาวาสวัดสะพานสูง  ท่านเริ่มสถาปนาวัดให้เจริญขึ้นตามลำดับ อีกประการหนึ่งท่านเป็นผู้สนใจในทางคันถธุระ คือ การศึกษาเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้รับการศึกษาเป็นอย่างดี
เเม้ในทางปริยัติท่านได้จัดหาครูมาสอนเเละได้จัดหาสถานที่เรียน พร้อมทั้งท่านได้จัดหาหนังสือมาไว้มากมาย ยังความสะดวกเเก่ผู้ศึกษา อนึ่งหลวงปู่กลิ่นเป็นผู้ชำนาญในทางเวชกรรม ท่านจึงได้จัดพิมพ์ตัวยาที่ท่านเคยใช้ ไว้ข้างท้ายนี้ตามสมควร ในทางอิทธิเวช
ท่านได้ศึกษามาได้อำนวยเเก่บรรดาศิษย์เเละบุคคลอื่นๆที่เจ็บป่วยมาให้หายจากโรคต่างๆ ในทางคาถาอาคม ท่านได้ปลุกเสกเลขยันต์ ย่อมเป็นที่ซาบซึ่งในอิทธิปาฎิหารย์ เเก่ศิษย์เป็นอย่างดี ท่านได้เข้าร่วมในพิธีปลุกเสกเเหวนมงคลเก้า เเละเสมารูปสมเด็จพระสังฆราช ของราชการหลายครั้งด้วยกัน นอกจากนี้ท่านเป็นผู้ชำนาญท่านโหราศาสตร์อีกด้วย
โดยอาศัยวิชาความรู้เเละคุณธรรมของท่าน   ท่านจึงเป็นที่เคารพนับถือของบรรดาศิษย์เป็นอย่างยิ่ง
ครั้นต่อมาในปี 2447 ท่านได้รับตำเเหน่งเป็นเจ้าคณะหมวด ตำบลบ้านเเหลม ..เมื่อวันที่ 9 พฤษจิกายน พ.ศ.2467  หลวงปู่กลิ่นได้รับตำเเหน่งเป็น พระครูโสภณศาสนกิจ
ปี 2479 ได้รับตำเเหน่งกรรมการศึกษาประจำอำเภอปากเกร็ด
ปี 2482 ได้รับตำเเน่งเป็นพระอุปัชฌา
ปี 2487 ท่านได้ตำเเหน่งเป็นกรรมการสงฆ์อำเภอ ในตำเเหน่งองค์การสาธารณปการณ์
ครั้นเมื่อขึ้นปี พ.ศ. 2490 ท่านมีอายุย่างเข้า 82 ปี ท่านได้เริ่มป่วยด้วยโรคชราเล็กน้อย เเต่ยังไปไหนมาไหนได้เป็นปกติ ต่อมาวันที่ 6 มกราคม พ.ศ.2490 เวลา 4.00 น.ท่านได้เริ่มป่วยเป็นลมหน้ามืด มีอาการเสียดเเทงขึ้นตามเส้นสูญของท้อง เมื่อฉันยาเเล้ว
อาการก็หายปกติ วันรุ่งขึ้น วันที่ 7 ท่านมีอาการกำเริบอีก ในวันที่ 8 อาการท่านไม่ทุเลาลง เเต่รุนเเรงทวีขึ้นตามลำดับ นายเเพทย์ได้ฉีดยาเเละถวายยาให้ฉัน อาการก็ทรงอยู่เป็นพักๆ ตามความเห็นของเเพทย์ลงความเห็นว่า กระเพาะอาหารเเละลำไส้หยุดทำงาน เมื่อถึงเวลา 19.00 น.
ไตของท่านก็ได้หยุดทำงานไม่สามารถขับถ่ายปัสสาวะได้  อาการท่านก็หนักขึ้นอย่างรวดเร็ว จนถึงเวลา 1.10 น. ของวันที่ 8 มกราคม 2490 ท่านจึงได้มรณภาพลงท่ามกลางพยาบาลที่รักษาเเละบรรดาศิษย์ รวมอายุได้ 82 ปี โดยประมาณพรรษากาลได้ 61 พรรษา การมรณภาพของท่านได้นำพาวิปโยคมาสู่ศิษย์

รูปภาพ หลวงปู่กลิ่น วัดสะพานสูง

รูปภาพ หลวงปู่กลิ่น วัดสะพานสูง

เรื่องเล่าเรื่องแรกคือ ตอนศิษย์ผู้ไม่เหยียบรอยเท้าอาจารย์

คนเฒ่าคนเเก่ เเละชาวบ้านที่อยู่ในละเเวกวัดสะพานสูงได้เล่าสืบต่อกันมาว่า หลวงปู่กลิ่นท่านเป็นผู้ที่มีความกตัญญู เเละนอบน้อมต่อหลวงปู่เอี่ยมซึ่งเป็นอาจารย์ยิ่งนัก จนมีชาวบ้านเล่าขานกันมาช้านานว่า หลวงปู่กลิ่นท่านไม่เคยเหยียบรอยเท้าหลวงปู่เอี่ยม  มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่าช่วงเวลาทำวัตรเช้า
และทำวัตรเย็น พระเเละเณรจะต้องเดินไปทำวัตรที่โบสถ์ หลวงปู่เอี่ยมจะเดินนำหน้า หลวงปู่กลิ่นจะเดินตามหลัง ท่านจะไม่เหยียบรอยเท้าของหลวงปู่เอี่ยมผู้ซึ่งเป็นอาจารย์เป็นอันขาด ท่านจะเดินเยื้องไปทางซ้ายหรือขวา หรือเวลาท่านจะขึ้นศาลาก็ตามที ท่านจะปฎิบัติเช่นนี้ตลอด ด้วยความกตัญญูกตเวทีของหลวงปู่กลิ่นที่มีต่ออาจารย์
ทำให้ชาวบ้านไม่ว่าไกลหรือใกล้ ต่างให้ความเคารพ และศรัทธาหลวงปู่กลิ่นเป็นจำนวนมาก จนชาวบ้านเรียกหลวงปู่กลิ่นว่า “หลวงปู่เล็ก” เเละเรียกหลวงปู่เอี่ยมว่า “หลวงปู่ใหญ่”   หลวงปู่กลิ่นท่านเป็นผู้มักน้อย และรักสันโดษ เเม้ในยามที่ท่านมรณภาพ ในย่ามของท่านมีเพียงกระดาษอยู่เเผ่นเดียวเขียนว่า “ของทุกอย่างไม่ใช่ของเรา”

ส่วนในด้านวิชาอาคม ท่านไม่น้อยหน้าใคร เช่น วิชากระสุนคด คือการยิงกระสุนให้โค้งถูกอะไรก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเห็นสิ่งๆนั้น ชาวบ้านละเเวกวัดสะพานสูงรู้ซึ้งดี โดยเฉพาะพวกขี้เมาที่ชอบมาเอะอะโวยวายบริเวณวัด  มีอยู่ครั้งหนึ่งมีคนมาทำบุญในวัดเป็นจำนวนมาก
เมื่อทำบุญเสร็จก็เเยกย้ายกันกลับบ้าน คงเหลือเเต่คนเฒ่าคนเเก่ ที่ส่วนมากมาสวดมนต์กันในศาลา ตกค่ำทุกคนก็จะสวดมนต์ เเต่วันนั้นโอกาสดี หลวงปู่กลิ่นขึ้นมาสวดมนต์เเละสนทนาธรรมด้วย ในขณะที่สวดมนต์อยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงร้องรำทำเพลงของพวกขี้เมา อยู่ข้างสะพานสร้างความรำคาญอย่างมาก หลวงปู่กลิ่นท่านโกรธมาก
ใช้ให้ลูกศิษย์นำคันกระสุนมา เมื่อได้คันกระสุนมา ท่านก็ยิงกระสุนไปที่ต้นมะขามหน้าศาลา ซึ่งอยู่ห่างจากกลุ่มขี้เมามาก เมื่อยิงไปไม่นานเสียงขี้เมาก็เงียบหายไป สักพักกลับมีเสียงร้องครวญครางของพวกขี้เมาตามมา   ไม่ช้าเสียงก็เงียบหายไปในที่สุด

อีกเรื่องเล่าคือหลวงปู่กลิ่น ใช้คันกระสุนยิงเป็ด แต่กลับโดนคน
ในสมัยก่อนในคลองพระอุดมเป็นสถานที่ร่มรื่น  มีสัตว์น้อยใหญ่อาศัยอยู่เป็นจำนวนมากเเละมีนกนานาชนิดโดยเฉพาะในวัดสะพานสูง ผู้คนมักจะมาพักผ่อนจากการทำนาหรือค้าขาย อยู่มาวันหนึ่ง มีกลุ่มชายกลุ่มหนึ่งประมาณ 5คน เป็นฝรั่ง 3 คน
คนไทยแต่นับถือศาสนาอื่นอีก 2 คน เดินเเบกกระสอบพะรุงพะรังเข้ามาในวัด ในกระสอบมีนกชนิดต่างๆเต็มกระสอบ เมื่อทุกคนเห็นต่างวิ่งไปบอกหลวงปู่  เมื่อหลวงปู่กลิ่นทราบก็กล่าวว่านกทุกตัวเขาถึงฆาตเเล้ว เเต่มีอยู่ตัวนึงยังไม่ถึงฆาต
หลวงปู่กลิ่นจึงหยิบคันกระสุนเดินไปที่คนกลุ่มนั้น หลวงปู่ถามว่ามาจากไหน ถามเท่าไหร่ คนกลุ่มนั้นก็ไม่สนใจ หลวงปู่จึงบอกว่าขอเเลกนกตัวนึงในกระสอบกับอะไรก็ได้ ได้หรือไม่  ฝรั่งคนนึงได้ส่งภาษาผ่านคนไทยกลุ่มนั้นว่า ได้
เเต่ขอเเลกกับไก่ในวัด 5 ตัวถึงจะได้นะ หลวงปู่ตอบตกลงทันที หลวงปู่กลิ่นให้คนกลุ่มนั้นเทกระสอบออกมาปรากฎว่ามีนกเป็นน้ำตัวหนึ่งรอด กระเสือกกระสนออกมาจากกองซากนก เเล้ววิ่งไปลอยคอในน้ำ
จากนั้นหลวงปู่กลิ่นจึงบอกว่า ฉันไม่เเลกเเล้วนกตายทั้งนั้น กลุ่มคนพวกนั้นเมื่อได้ยินก็โกรธอย่างมาก เเสดงความไม่พอใจโดยการหยิบปืนขึ้นมายิงเป็ดที่ลอยคอในน้ำ เเต่ยิงเท่าไหร่ก็ยิงไม่ถูก
เเถมเจ้าเป็ดก็ยังอยู่นิ่งๆอีกต่างหากเนื่องจากอยู่ในกระสอบเป็นเวลานาน จากนั้นหลวงปู่กลิ่นจึงพูดว่า ปืนฝรั่งนี่ไม่ดีเลย ยิงตรงๆก็ยิงไม่ถูก สู้คันกระสุนของฉันไม่ได้ ยิงเป็ดเเต่โดนคน ทันทีที่พูดจบหลวงปู่กลิ่นคว้าคันกระสุนส่องไปที่เป็ดพร้อมยิงในทันที
เเต่กระสุนไม่โดนเป็ดเเต่กลับมาโดนกลุ่มคนทั้ง 5 ..คนกลุ่มนี้โดยกระสุนก็ร้องครวญคราง  ดูเเล้วน่าเวทนายิ่งนัก หลวงปู่จึงถามว่าเจ็บไหม  จากนั้นหลวงปู่จึงเดินกลับกุฎิ เช้าวันรุ่งขึ้น ก็มีคนกลุ่มหนึ่งนับสิบคนขนอาหารคาวหวานพายเรือมาขอพบหลวงปู่
ในจำนวนนี้มีกลุ่มคนทั้งห้าคนที่โดนกระสุนคดหลวงปู่อยู่ด้วย  ท่านจึงถามว่าหายเจ็บรึยัง หนึ่งในจำนวนนั้นบอกว่าหายเเล้ว หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา คนกลุ่มนี้ก็มาที่วัดสะพานสูงอีกหลายต่อหลายครั้ง

ตะกรุดโสฬสมงคล

ตะกรุดโสฬสมงคล1

เครื่องรางของขลังที่หลวงปู่กลิ่น ท่านปลุกเสกมีมากมาย  เช่น  ตะกรุดบารมีสิบทัศน์  ตะกรุดมหาโสฬส  ตะกรุดเทพรักษา  ตะกรุด ยันตรี ตะกรุดชุดสามดอก พระปิดตา ลูกอม และ อื่นๆ อีกมากมาย

หลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง จังหวัดนนทบุรี  ท่านเกิดในรัชกาลที่ 2  ปีฉลู พ.ศ. 2359  เป็นบุตรชายของนายนาคและนางจันทร์  โดยมีพี่น้องทั้งหมด 4 คน คือ
1. หลวงปู่เอี่ยม
2. นายฟัก
3. นายขำ
4. นางอิ่ม

หลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง

หลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง

หลวงปู่เอี่ยม เกิดที่ตำบลบานแหลมใหญ่ ฝั่งใต้ ข้างวัดท้องคุ้ง
อำเภอ ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เมื่อปี พ.ศ.2381 เมื่อท่านอายุได้ 22 ปี จึงได้อุปสมบท
ที่วัดบ่อ ตำบลปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด (วัดบ่อนี้อยู่ติดกับตลาดในท่าน้ำปากเกร็ด) เมื่อหลวงปู่เอี่ยมอุปสมบทได้ประมาณ 1 เดือนก็ได้ย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่วัดกัลยาณมิตร
ธนบุรี ซึ่งในขณะนั้นพระพิมลธรรมพร เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งย้ายมาจากวัดราชบูรณะ พระนคร
หลวงปู่เอี่ยมศึกษาพระปริยัติธรรม และได้แปลพระธรรมบทอยู่ที่วัดแห่งนี้ถึง
7 พรรษา  หลวงปู่เอี่ยมจึงได้ย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่วัดประยูรวงศาวาส เมื่อปี พ.ศ. 2388  ท่านอยู่วัด
ประยูรวงศาวาสได้ 3 พรรษา จนถึงปี พ.ศ. 2391  มีสมุห์บัญชีชื่อ นายแขก ได้นิมนต์หลวงปู่
เอี่ยมไปจำพรรษาเจริญพระกัมมัฏฐานเป็นครั้งแรก และได้ศึกษาอยู่ 5 พรรษา
ถึงปี 2396  ได้มีญาติโยมพร้อมด้วยชาวบ้าน ภูมิลำเนาเดิมในคลองแหลมใหญ่ (ซึ่งปัจจุบัน คือคลองพระอุดม) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เดินทางมา
อาราธนานิมนต์หลวงปู่เอี่ยม กลับไปปกครองวัดสว่างอารมณ์ หรือวัดสะพานสูงในปัจจุบันนี้

เมื่อท่านมาวัดสะพานสูงใหม่ๆ ภายในวัดนี้มีพระจำวันพรรษาอยู่เพียง 2 รูปเท่านั้น

ขณะที่หลวงปูเอี่ยม ได้ย้ายมาอยู่วัดสะพานสูงได้ 8 เดือน ก่อนวันเข้าพรรษาหลวงพิบูลย์สมบัติ บ้านอยู่ปากคลองบางลำภู พระนคร ได้เดินทางมา นมัสการท่านที่วัดสะพานสูง   หลวงปู่เอี่ยมได้ปรารภถึงความลำบาก ด้วยเรื่องการทำอุโบสถและสังฆกรรม เนื่องจากโบสถ์เดิมได้ชำรุดทรุดโทรมมาก  จึงอยากจะสร้างให้เป็นถาวรสถานแก่วัดให้เจริญรุ่งเรือง หลวงพิบูลยสมบัติจึงได้บอกบุญเพื่อเรี่ยไรหาเงินมาก่อสร้างอุโบสถและถาวรสถาน  หลวงปู่เอี่ยมท่านจึงได้เริ่มสร้างพระปิดตาและตะกรุดเป็นครั้งแรก เพื่อเป็นของชำร่วยแก่ผู้ที่บริจาคทรัพย์และสิ่งของที่ใช้ในการก่อสร้างพระอุโบสถและถาวรสถาน ต่อมาถึง พ.ศ. 2431 ได้มีการสร้างศาลาการเปรียญ หลังจากนั้นอีกหลวงปู่เอี่ยมท่านได้สร้างพระเจดีย์ฐาน 3 ชั้นขึ้นในปี พ.ศ. 2439 ขณะที่หลวงปู่เอี่ยมท่านได้มาอยู่ที่วัดสะพานสูง ท่านได้ไปธุดงค์ไปทางแถบประเทศเขมร โดยมีลูกวัดติดตามไปด้วย แต่หลวงปู่เอี่ยมจะให้ลูกวัดออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อน ๖-๗ ชั่วโมง แล้วค่อยนัดพบที่แห่งใดแห่งหนึ่ง  แล้วท่านได้ไปพบท่านชีปะขาวซึ่งเป็นคนเขมร มีชื่อว่า จันทร์  หลวงปู่เอี่ยมจึงได้เรียนวิชาอิทธิเวทย์ จากท่านอาจารย์ผู้นี้อยู่หลายปี จนกระทั่งชาวบ้านแหลมใหญ่นึกว่าหลวงปู่เอี่ยมออกธุดงค์ได้ถึงแก่มรณภาพไปแล้ว เนื่องจากท่านไม่ได้กลับมาที่วัดหลายปี   ชาวบ้านจึงได้ทำสังฆทานแผ่ส่วนกุศลไปให้    หลวงปู่เอี่ยมทราบในญาณของท่านเอง และท่านจึงได้เดินทางกลับมายังวัดสะพานสูง การไปธุดงค์ครั้งนี้ หลวงปู่เอี่ยมได้ไปเป็นเวลานาน และอยู่ในป่าจึงปรากฏว่าท่านหลวงปู่เอี่ยมท่านไม่ได้ปลงผม  ผมท่านยาวมาก  ยาวจนมาถึงบั้นเอว   ส่วนจีวรก็ขาดรุ่งริ่ง หนวดท่านยาวเฟิ้มพร้อมมีสัตว์ป่าติดตามท่านเช่น เสือ, หมี , และงูจงอาง เป็นต้น

ตะกรุดโสฬสมงคล

ตะกรุดโสฬสมงคล

จากการเจริญกัมมัฎฐาน จึงทำให้หลวงปู่เอี่ยมสำเร็จ “โสรฬ” ท่านหนึ่งและจากการเชี่ยวชาญวิชากัมมัฎฐานนี้เอง มีเรื่องเล่ากันต่อๆมาว่าบริเวณหน้าวัดมีต้นตะเคียนที่มีน้ำมันตกและดุมากเป็นที่น่าเกรงกลัวต่อชาวบ้าน  หลวงปู่เอี่ยมจึงได้มายืนเพ่งอยู่ ๒-๓ วันเท่านั้นต้นตะเคียนต้นนั้นก็เฉา และยืนต้นแห้งตายหลวงปู่เอี่ยม ท่านมีอาคมขลังและวาจาสิทธิ์ มักน้อย สันโดษ นี้เองทำให้ท่านมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ทั้งชาวบ้านและเจ้านายผู้หลักผู้ใหญ่ในพระนครเคารพนับถือท่านอย่างมาก
ต่อมาท่านจะมรณภาพด้วยโรคชรา นายหรุ่น แจ้งมา ซึ่งเป็นลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดคอยอยู่ปรนนิบัติท่านหลวงปู่เอี่ยมได้ขอร้องท่านว่า “ท่านอาจารย์มีอาการเต็มที่แล้วถ้าท่านมีอะไรก็กรุณาได้สั่งและให้ศิษย์ไว้เป็นครั้งสุดท้าย” ซึ่งท่านหลวงปู่เอี่ยมก็ตอบว่า “ถ้ามีเหตุทุกข์เกิดขึ้นให้ระลึกถึงท่านและเอ่ยชื่อท่านก็แล้วกัน”

หลวงปู่เอี่ยมได้มรณภาพ เมื่อปี พ.ศ. 2439  รวมอายุท่านได้ 80 พรรษา บวชได้ 59 พรรษา ท่านก็มรณภาพด้วยโรคชรา

ในสมัยนั้นสมเด็จกรมพระยาวชิญาณวโรรส ได้เสร็จไปตรวจการคณะสงฆ์ได้เสด็จขึ้นที่วัดสว่างอารมณ์นี้ ได้ทอดพระเนตรเห็นสะพานสูงข้ามคลองวัด (คลองพระอุดมปัจจุบันนี้) ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะเรียกวัดสว่างอารมณ์นี้ว่า วัดสะพานสูง จึงทำให้วัดนี้มีชื่อเรียกกัน ๒ ชื่อ ฉะนั้น สมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรสทรงเห็นว่า สะพานสูงนี้ก็เป็นนิมิตดีประจำวัดประการหนึ่ง และอีกอย่างหนึ่งชาวบ้านก็เรียกกันติดปากว่าวัดสะพานสูง  จึงได้ประทานเปลี่ยนชื่อจากวัดสว่างอารมณ์ มาเป็น “วัดสะพานสูง” จนทุกวันนี้

“ถ้ามีเหตุสุข ทุกข์ เกิดนั้น ให้ระลึกถึงชื่อของเรา ”
ในบรรดาเครื่องรางของขลัง  เบญจภาคีเครื่องรางของนักสะสมเครื่องรางของขลัง ได้ให้การยอมรับและยกย่องให้ “ตะกรุดโทนมหาโสฬสมงคลของหลวงปู่เอี่ยม ” วัดสะพานสูง ต. คลองพระอุดม อ.ปากเกร็ด จ. นนทบุรี ให้เป็นอันดับหนึ่ง และหายากที่สุดยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก ไม่มีนักสะสมพระเครื่องคนใดจะไม่รู้จัก  ผู้ใดมีต่างก็หวงแหนเป็นอย่ายิ่ง

หลวงปู่เอี่ยม

หลวงปู่เอี่ยม

ปรากฏการณ์ของตะกรุดโทนมหาโสฬสมงคลซึ่งเสือจำเรียง ปางมณี หรือขุนโจร 5 นัดที่ยิ่งใหญ่, เสือผาด แก้วสนธิ , เสือเพี้ยน แดงสำวาลย์ และเสือแก่น ได้เคียนคาดอยู่แนบกายของเขาทั้งหลาย ได้สร้างความมหัสจรรย์และพรั่นรึงใจแก่บรรดาผู้ที่ได้รู้ได้เห็นมาแล้วในอดีตเมื่อราว 40-50 ปี เป็นที่สำแดงเดชและยืนยันถึงอำนาจพุทธาคมนั่นแสดงให้เห็นว่าเป็นสิ่งที่มีจริง โดยปราศจากข้อกังขาใด ๆ เลย ซึ่งตะกรุดโทนของหลวงปู่เอี่ยมได้รับการสร้างและปลุกเสกขึ้นมาด้วยอำนาจกฤตยะและพลังจิตพิเศษผ่านปลายเหล็กจารถ่ายทอดลงสู่แผ่นโลหะในรูปแบบเลขยันต์อักขระเลขาจารึกแห่งสูตรมหาโสฬสมงคลและพระไตรสรณคมน์ล้อมรอบด้วยบารมี 30 ทัศน์ พร้อมด้วยมนต์ปัสสาสะปราณชีพอันเคร่งฉมังเวทย์ของหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง

ครั้งเมื่อสำเร็จแล้วด้วยอิทธิเวทพุทธาคม ชื่อเสียงกิตติศัพท์ของตะกรุดโทนมหาวิเศษก็ขยายโดยทั่ว ควบคู่กันไปกับนามของหลวงปู่เอี่ยม  ทำให้ชื่อเสียงมีอย่างสุดหล้าฟ้าเมืองไทยเลยทีเดียว ” ตะกรุดโทนของหลวงปู่เอี่ยมวัดสะพานสูงมีปาฏิหารย์ดุจดังเทวดาสร้างมีค่าควรเมืองหรือค่าพันตำลึงทอง ปลุกเสกองค์เดียวด้วยโองการมหาทะมึนให้ได้ครบ 10,000 จบเป็นเวลาถึง 3 ปี ( 3 พรรษา ) จะเห็นว่าไม่อิทธิวัตถุของที่ใด ๆ จะมีการตั้งใจปลุกเสกอย่างลึกล้ำเสมอเหมือนพระปิดตาและพระตะกรุดโทนฯของท่านเป็นแน่แท้ด้วยตัวของหลวงปู่เอี่ยมเองโดยเฉพาะ ” มีอานะภาพทุกด้านเรียกได้ว่าครอบจักวาล  หากท่านผู้ใดมีไว้ครอบครองหมั่นบูชากราบไหว้ด้วยความศรัทธาและเชื่อมั่นจะเป็นสิริมงคงแก่ตัวเองและวงศ์ตระกูลและจะพ้นจากภัยพิบัติต่าง ๆ ชีวิตจักไม่ตกต่ำเป็นมหามงคลยิ่งใหญ่ มีเมตตามหานิยม , มีเจริญลาภผล จังงัง , มีกำบังภัย , ปลอดภัยแคล้วคลาด และคงกระพันชาตรี , บำบัดและป้องกันโรคภัยและเจ็บไข้  ไร้เสนียดจัญไร  กันโจ  กันไฟพ้นจากศัตรูหมู่สัตว์ร้าย อย่าว่าแต่ปืนผาหน้าไม้เลยแม้แต่อหิงสาหรือฟ้าผ่าก็ยังกันได้ แจ้งเหตุการณ์ให้ทราบก่อนล่วงหน้า ดลใจในทางที่ถูกที่ควร
ถ้าอยู่ในบ้านเรือนบูชา ก็จะมีแต่ศิริมงคล แต่ที่สำคัญที่จะทำให้ผู้มีไว้ครอบครองได้สัมฤทธิ์ผล แห่งเดชานุภาพทั้งปวง แต่ต้องปฏิบัติตนให้อยู่ในศีลธรรม ตะกรุดโทนมหาโสฬสมงคลของหลวงปู่เอี่ยมจึงเด่นขึ้นสู่ความนิยมสูงยิ่งเป็นอันดับหนึ่งของบรรดาเครื่องรางและตะกรุดมาเนิ่นนานกว่าใคร เป็นวัตถุมงคลที่มีสนนราคาสูงยิ่ง และหายากยิ่งจนมีผู้สืบเสาะอยากจะเป็นเจ้าของกันทั่วไป

ตะกรุดโทนมหาโสฬสมงคล  หลวงปู่เอี่ยมได้ใช้ความตั้งใจพากเพียรพยายามทยอยสร้างออกมาอยู่เรื่อย ๆ เพื่อแจกจ่ายนำทุนปัจจัยมาสร้างโบสถ์ , พระวิหาร , ศาลาการเปรียญและเจดีย์แก่ผู้ร่วมบริจาคทรัพย์ เงิน 1 ตำลึงหรือ 4 บาท หรือจะนำทรายหรืออิฐหรือหิน จำนวน 1 ลำหรือกำปั้น ก็จะได้ตะกรุด 1 ดอก

การปลุกเสก…เห็นจะไม่มีอิทธิวัตถุของสำนักใด ๆ ที่มีการปลุกเสกอย่างลึกล้ำเสมอเหมือนตะกรุดโทนมหาโสฬสมงคลของท่าน   ท่านจะปลุกเสกของท่านตามลำพังเงียบ ๆ ภายในกุฏิทุกค่ำคืนและแทบตลอดอายุขัยของท่านทีเดียว โดยต้องปลุกเสกด้นโองการมหาทะมึนให้ครบ 10,000 จบ ในเวลา 3 ปี การใช้เวลาอันเนิ่นนานปานนี้ จึงไม่มีปัญหาเลยว่า ตะกรุดของหลวงปู่จะไม่เป็นยอดแห่งบรรดาตะกรุดทั้งหลาย เป็นตะกรุดที่ทรงคุณค่าควรเมืองหรือค่าพันตำลึงทองทรงอิทธิพลังพุทธาคมคุ้มเกรงภยันตรายทั้งปวง
ตะกรุดโทนมหาโสฬสมงคลของหลวงปู่เอี่ยม มีการสร้างหลายแบบด้วยกันคือ

1. แบบเนื้อเงิน เป็นของพวกคหบดีโบราณนำมาให้ท่านลงให้ ท่านมิได้ทำเอง ซึ่งมีจำนวนน้อยมาก ๆ

2. แบบเนื้อตะกั่วถ้ำชา ความยาวประมาณ 4.5 นิ้ว สร้างในยุคต้นเพื่อหาทุนสร้างศาลาการเปรียญ

3. แบบเนื้อทองแดง ความยาวมีตั้งแต่ 2.5 นิ้ว , 3.5 นิ้ว และ 4.5 นิ้ว
ขนาดที่อยู่ในความนิยมนั้นยาวประมาณ 3.5 นิ้ว หรือ รุ่นหาทุนสร้างพระเจดีย์ราวปี พ.ศ. 2419 ท่านได้สร้างไว้จำนวนหนึ่ง ได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่งตลอดมา

ตะกรุดของหลวงปู่เอี่ยม  ท่านจะลงในวันเสาร์ , วันอังคาร เวลาตอนเช้า โดยจะทำการลงพระยันต์มหาโสฬสมงคลประทับหน้า เมื่อม้วนแล้วจะอยู่ด้านใน ( พระยันต์มหาโสฬสนี้แม้แต่สมเด็จพระสังฆราชแพ วัดสุทัศน์ กรุงเทพฯ ผู้เจนจบในพระยันต์ร้อยแปด ทรงพิจารณาแล้วเห็นว่ายันต์โสฬสมงคลเป็นยันต์อันวิเศษสุดกว่ายันต์ทั้งปวง พระองค์ได้นำไปประทับในพระอุโบสถของวัดสุทัศน์ฯ และเขียนสอดใส่ไว้ใต้หมอนหนุนศรีษะตลอดเวลา จนกระทั่งมรณะภาพเมื่อปี พ.ศ. 2487 จึงได้พบแผ่นยันต์นี้ )

ยันต์โสฬสมงคลเป็นยันต์เลข 3 ชั้น ชั้นนอกมีการลงด้วยเลข 16 ตัว ( โสฬสคำนี้แปลว่า 16 ชั้นฟ้า อันมีอินทร์ , พรหม , ยม ,นาค และพระคณาจารย์โบราณ โดยจะกล่าวพรรณาถึงเมื่อเวลากระทำพิธีบวงสรวง ในการบูชาครูทุก ๆ ครั้ง ) ด้วยสูตรโสฬสรอบกลางลงด้วยเลข 12 ตัว ลงด้วยสูตรตรีนิสิงเห , รอบในลงด้วยเลข 6 ตัว , ลงด้วยสูตรจตุโร แล้วทำการลงอักขระเพื่อล้อมรอบยันต์ทั้ง 4 ด้านด้วยพระคาถาบารมี 30 ทัศน์ ส่วนพระยันต์ไตรสรณาคม ประทับหลัง เมื่อม้วนแล้วยันต์จะอยู่ด้านนอก ล้อมด้วยอิติปิโส ฯลฯ ภควาติ ลงด้วยสูตรรัตนมาลัยเป็นตาม้าหมากรุกโดยรอบ

ตะกรุดแบบเนื้อทองแดงของหลวงปู่เอี่ยม  ท่านมีการม้วน ( พัน ) เท่าที่ได้พบเห็นมาจะมีจำนวน 7-9 รอบ ส่วนใหญ่มีรูร้อยเชือกเล็กกว่าตะกรุดโทนของคณาจารย์รูปอื่น ยกเว้นตะกรุดโทนบางดอกที่ผ่านการใช้มามาก แผ่นทองแดงที่มีขนาดบางมากแล้วถักด้วยเชือกสายสิญจ์มักจะเป็น 4 เกลียว หรือ 5 เกลียว ( 4 เสา หรือ 5 เสา ) เป็นลายกระบองไขว้โผล่หัวโผล่ท้ายเรียกกันว่า ” ก้นแมลงสาบ ” และหลวงปู่เอี่ยมจะโรยด้วยผงวิเศษ 5 ประการที่ท่านปลุกเสกเองกับผงยันต์ตะกรุดโสฬสมงคลและผงพระยันต์ไตรสรณาคมแล้ว จึงทา หรือลงรักเพื่อให้คงทนที่ผสมด้วยผงพุทธคุณ

ส่วนผงพุทธคุณ , ผงสมุนไพรและว่านตากแห้ง หลวงปู่เอี่ยม  ท่านนำมาปลุกเสกตามตำรับโดยเฉพาะของท่านตามที่เกริ่นตามขั้นต้นอีกครั้ง ซึ่งใช้ระยะเวลาอันยาวนานถึง 3 ปี ( 3 พรรษา ) เต็มไปด้วยความพากเพียรพยายามอย่างตั้งใจด้วยความละเอียดอ่อน เพื่อให้มีพุทธคุณมีอิทธิฤทธิ์ที่ยิ่งยวดเสมือนเหมือนประดุจดั่งเทวดาสร้างมีค่าควรเมือง

การพิจารณา…ตะกรุดโทนมหาโสฬสทุกแบบของหลวงปู่มีอายุการสร้างจนถึงปัจจุบันมีอายุประมาณ 130-140 ปี มีความเป็นเอกลักษณ์เป็นของตัวเองที่ไม่เหมือนการสร้างตะกรุดของคณาจารย์รูปอื่น ๆ เช่น การม้วน , การตัดแผ่นโลหะ อีกทั้งความเก่าของแผ่นโลหะสนิมที่เกาะและการกัดกร่อนแผ่นโลหะตามระยะเวลาอย่างเป็นธรรมชาติ อีกทั้งเชือกสายสิญจน์ที่ใช้ถัก รวมถึงผงวิเศษที่ใช้โรยและรักที่ลงไว้ก็จะเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนสำนักใด ผิดแผกไปจากสำนักอื่นคือจะมีสีอมแดง เมื่อส่องกับแดดหรือที่สว่าง เมื่อพิจารณาจะเห็นเม็ดแดง ๆ ที่ว่านี้ได้ชัดเจน

ปัจจุบัน ” หลวงปู่เอี่ยม ปฐมนาม วัดสะพานสูง ” ท่านได้มรณะภาพไปแล้วรวม 104 ปี แต่ชื่อเสียงเกียรติคุณของท่านยังเป็นที่เลื่องลือ และเป็นที่กล่าวขวัญอยู่เสมอไม่มีวันเสื่อมคลาย วัตถุมงคลของท่านผู้ครอบครองต่างก็ประสบคุณอภินิหารมากมาย จนกล่าวได้ว่าไม่มีผู้ใดที่มีวัตถุมงคลของท่านติดตัว ประพฤติตนอยู่ในศีลในธรรมอันควรแล้วต้องเสียชีวิตจากคมอาวุธหรือสิ่งมีคมอื่น ๆ แม้แต่รายเดียว กาลเวลาได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงคือ ความเป็นอมตะของหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง และวัตถุมงคลของหลวงปู่เอี่ยม

หลวงปู่สนิท

หลวงปู่สนิทเครื่องรางชุดสุดท้ายในย่ามหลวงปู่

หลวงปู่สนิท วัดลำบัวลอย อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก นามเดิมของท่านคือ สนิท นามสกุล มีพงษ์ เกิดเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2468 ณ บ้านบางกุ้ง ต.บางกุ้ง อ.ศรีมหาโพธิ์ จ.ปราจีนบุรี ท่านอุปสมบทเมื่ออายุ 23 ปี ได้รับฉายาว่า “ยะสินธโร” หลวงปู่สนิทเป็นพระอริยสงฆ์ที่รักสันโดษ ก่อนสังขารจะร่วงโรย ท่านได้ออกธุดงค์เป็นประจำทุกปี ท่านไม่สะสมสิ่งของ วัตถุ หรือทรัพย์สินต่างๆ มีเมตตาสูง ไม่เคยแยกแยะว่าผู้มาหาจะยากดีมีจนอย่างไร ท่านปฏิบัติต่อทุกคนเท่าเทียมกันหมด ท่านมีความเชี่ยวชาญในศาสตร์หลายแขนง ในอดีตท่านรักษาผู้ป่วยที่มาพึ่งบารมีทั้งที่ป่วยจากโรคภัยไข้เจ็บและที่ป่วยจากการโดนคุณไสยต่างๆ ผู้ที่เคยไปกราบหรือพึ่งบารมีหลวงปู่จะสามารถสัมผัสจิตอัศจรรย์ของหลวงปู่ได้ด้วยตนเอง อาธิเช่น การรู้ล่วงหน้าว่า จะมีใครมาหา มากี่คน มาหาด้วยเรื่องอะไร เป็นต้น นอกจากนี้หลวงปู่ยังรักษาสัจจะวาจาเท่าชีวิต ดังนั้นคำพูดทุกคำที่ออกจากปากท่านจึงเป็นจริงดังวาจาสิทธิ์ของพระร่วง ท่านพูดอะไรให้ฟังแล้วสิ่งนั้นจะปรากฏเป็นจริงเสมอ หลวงปู่สนิท มรณภาพเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2542 สิริอายุรวม 74 ปี 51 พรรษา สรีระศพของท่านแต่เดิมเก็บรักษาในโลงแก้ว เนื่องเพราะสรีระของท่านไม่เน่าเปื่อย และเส้นเกศาที่เคยปลงเก็บไว้ก็แปรสภาพเป็นพระธาตุอย่างน่าอัศจรรย์ ที่น่าเสียดายคือในปัจจุบันสรีระของหลวงปู่ได้มีการพระราชทานเพลิงศพไปแล้ว

พระธาตุปาฏิหาริย์

ในบรรดาเครื่องรางที่หลวงปู่จัดสร้าง ซึ่งมีทั้ง จระเข้ พญาเต่าเรือน นกสาริกา สะดือหนุมาน และ ฯลฯ ต่างมีอภินิหาร เป็นที่ประจักษ์มากมาย มีประสบการณ์เล่ากันมาคือเรื่องของพญาเต่าเรือน พญาเต่าเรือนของหลวงปู่สนิท จะแตกต่างจากของที่อื่น กล่าวคือท่านใช้หินแกะเป็นพญาเต่า ซึ่งท่านได้สร้างมาเรื่อยๆ มีหลายขนาดตั้งแต่ขนาดห้อยคอจนกระทั่งถึงขนาด3-4 คนยก รุ่นที่ไม่ใช่หินแกะจะมีพญาเต่าเรือนกริ่งขนาดห้อยคอ และพญาเต่าเรือนขนาดบูชารุ่นสุดท้ายที่สร้างจากเนื้อโลหะ พญาเต่าเรือนนี้หลวงปู่จะสร้างอย่างพิถีพิถัน ตามตำนานโบราณ สมัยพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาเต่าเรือน ปลุกเศกกระทั่งมีชีวิตจริงจึงถือว่าเสร็จพิธี ด้วยพลังจิตอันเข้มแข็งที่อัญเชิญพระพุทธบารมีลงมาประดิษฐานในพญาเต่าเรือน ทำให้เกิดอัศจรรย์แก่ศรัทธาญาติโยมที่นำไปบูชาเป็นอันมาก เช่นการทำมาค้าขายมีสภาพคล่อง มีลูกค้าและยอดขายเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และปาฏิหาริย์ที่ข้าพเจ้าและอีกหลายๆ คนได้ประจักษ์และเกิดปิติก็คือ การมีพระธาตุเสด็จมาเกาะที่กระดองพญาเต่าเรือน และการที่พญาเต่าเรือนหันเปลี่ยนทิศทางได้เองเป็นประจำ ในเรื่องของพระธาตุปาฏิหาริย์นอกจากจะเกิดที่พญาเต่าเรือนแล้ว ยังเกิดกับวัตถุมงคลที่ท่านสร้างอย่างอื่นๆ ด้วย เช่นที่ จระเข้จันทร์เพ็ญ และพระบูชาปางเปิดโลก เป็นต้นฯลฯ

เต่าเรือน

พญาเต่าเรือน

จระเข้โทน หลวงปู่สนิท วัดลำบัวลอย รุ่นแรก(ขาติด) ปี 2509 เนื้อตะกั่วหล่อ ใต้ท้องตอกยันต์ “อิสวาสุ นะมะพะทะ”

โดยหลวงปู่หล่อเองที่วัดมิได้สร้างมาจากที่อื่น เจตนาเพื่อ บูชาคุณอาจารย์เส็ง ที่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาจระเข้โทนมาให้ และเพื่อแจกทหาร ตำรวจ คาถาบูชาชนิดย่อๆ ” อิ สวา สุ ” ภาวนา 3 คาบ 7 คาบ หรือ แบบฉบับเต็มก็ว่า “พุทธังสะระณังเมสิทธิ ธัมมังสะระณังเมสิทธิ สังฆังสะระณังเมสิทธิ พุทธังเอหิมาเรโส พุทธังกุมภีโรโจรัง คงคังปิติอิ ธัมมังกุมภีโรโจรัง คงคังปิติอิ สังฆังกุมภีโรโจรัง คงคังปิติอิ” =>> ดีนักปกป้องคุ้มครอง แคล้วคลาด ภูตผีปีศาจเกรงกลัว ป้องกันสัตว์เลื้อยคลาน ถอดถอนเสน่ห์ยาแฝดต่างๆ จระเข้โทน จะใส่กระเป้าเสื้อกางเกง ผูกติดเอง คล้องคอ รอดราวผ้า ไต้ถุนไม่ถืออะไรทั้งสิ้น // เว้นแต่จะเป็นผู้คิดคดต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จระเข้ไม่คุ้มครอง จะแพ้ภัยตัวเอง ///

จระเข้โทน

จระเข้โทน

ประวัติการสร้างจระเข้โทน “การสร้างเครื่องรางประเภทจระเข้โทนนั้นเกิดขึ้นจากความเชื่อแต่โบราณที่ว่า เมื่อครั้งก่อนพุทธกาลสมัยที่พระพุทธเจ้ายังเป็นพระโพธิสัตวย์เสวยพระชาติ 500 ชาตินั้น มีอยู่ชาติหนึ่งพระองค์เสวยชาติเป็นพญากุมภีร์ เป็นเจ้าแห่งสัตว์น้ำทั้งหลาย มีบริวารเป็นจระเข้อีก 500 ตัว เรียกได้ว่าใคร ๆ ต่างก็เกรงกลัวบารมีของพญากุมภีร์เป็นอันมาก จากความเชื่อนี้ทำให้ครูบาอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณทั้งหลายจึงนิยมสร้างจระเข้โทนเป็นเครื่องรางให้ลูกศิษย์ลูกหาได้นำไปบูชาติดตัวกัน เพื่อปกป้องคุ้มครองตนและปกป้องเรื่องอุบัติเหตุต่าง ๆ ให้บังเกิดเป็นแคล้วคลาด // ในจำนวนครูบาอาจารย์ที่สร้างจระเข้โทนได้มีชื่อเสียงและมีประสบการณ์สูงนั้น ต้องยกให้พระครูเวทย์วินิฐหรือหลวงปู่สนิท วัดลำบัวลอย เป็นหนึ่งในนั้น โดยการสร้างจระเข้โทนนั้นท่านศึกษาเล่าเรียนมาจากหลวงลุงเส็ง มีศักดิ์เป็นลุงจริง ๆ ของท่าน ตัวหลวงลุงเส็งนี้ได้ศึกษาวิชามาจากที่ใดไม่ได้กล่าวถึง (เข้าใจว่ามาจากทางเขมร) แต่ท่านพยายามคะยั้นคะยอให้หลวงปู่สนิทตั้งใจเรียนวิชานี้จากท่าน  เพราะท่านทราบว่าต่อไปหลวงปู่สนิท จะต้องเป็นผู้รับมรดกชิ้นนี้จากท่านไป ซึ่งหลังจากหลวงลุงเส็งถ่ายทอดวิชานี้ให้ หลวงปู่สนิทได้ไม่นาน ท่านก็ลาสิกขาไปครองเรือน และถึงแก่กรรมในกาลต่อมาเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของจระเข้โทนของหลวงลุงเส็งนั้น  ครั้งหนึ่ง หลวงปู่สนิทท่านเคยเล่าให้ฟังว่า สมัยแรก ๆ ท่านไม่เคยเชื่อเรื่องนี้มาก่อน หลวงลุงเส็งจึงพาท่านไปที่ริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง และหยิบจระเข้ออกจากย่าม 4 ตัวเป็นเนื้อไม้ทองหลาง 2 ตัว เนื้อหินแกะ 1 ตัว และเนื้อไม้คูณอีก 1 ตัว  จากนั้นก็บริกรรมคาถาสักพักแล้วโยนลงแม่น้ำทั้ง 4 ตัว สักพักเห็นจระเข้เป็น ๆ ตัวใหญ่มาก 4 ตัวลอยขี้นมาบนผิวน้ำ น่าเกรงขามมาก เพราะทุกตัวขยับเขยื้อนมีชีวิตจริง ๆ สักพักหลวงลุงเส็งท่านก็เอามีอตบไปที่น้ำริมตลิ่งเบา ๆ สักพัก จระเข้เหล่านั้นก็คลานมาใกล้ ๆ แล้วก็กลับร่างเป็นจระเข้โทนจิ๋ว แต่คราวนั้นที่ว่ายกลับเข้ามาจริง ๆ มีเพียง 3 ตัวหายไป 1 ตัว มองไปมองมาก็หาไม่เจอ เลยเป็นอันว่าหายไป 1 ตัว จากนั้นมา ด้วยอาคมนี้หลวงปู่สนิทท่านบอกว่าจระเข้จะมีชีวิตอยู่ได้เพียง 7 วันและจะกลับเป็นร่างเดิม

สาริกาจับปากโลง

สาริกาจับปากโลง

หลวงปู่ท่านได้สร้างสุดยอดเมตตามหานิยมไว้อีกอย่าง ซึ่งไม่ได้มีการแพร่หลายทั่วไป ก็คือนกสาริกา  เนื่องจากมวลสารนั้นหายากมาก อันประกอบด้วย ผงบดละเอียดจาก กาฝาก ๑๐๘ ชนิด เกสร ๑๐๘ ผงอิทธิเจ ผงยันต์สูตรลบถมตามตำรา และที่สำคัญคือ ขี้ผึ้งปากผีตายโหง (ขี้ผึ้งที่ใช้อุดปากอุดจมูกศพ เพื่อกันน้ำเหลืองไหล)  ซึ่งจำนวนในการสร้างนั้นมีน้อยมาก ซึ่งเรียกกันว่าสาลิกาจับปากโลง อันเป็นสุดยอดวิชาเมตตามหานิยมจริงๆ คาถาบูชาสาริกา ก็ต้องหมั่นท่องทุกคืนใช้ว่า =>> “โอมปลุกปลุก รุกแล้วอย่านอน ครูกูสอน อย่าช้าสาลิกาเจ้าเอ๋ย อย่าเฉยเลยรา ครูสั่งเจ้ามาให้รักษาคุ้มครอง ปกป้องเคหา ผู้ใดมีจิตคิดร้ายขอให้กลับใจเมตตา โรคภัยนานาขออย่าได้พบพาล ลาภและยศขอให้ปรากฏขึ้นทั้งแปดทิศ มิตรขอให้เกิดขึ้นทั้งแปดด้าน ผู้ใดเห็นหน้ากูแล้วขอให้มันรัก ผู้ใดทักกูแล้วขอให้มันหลง โอม มหาสาลิกา กรึง กะระณัง ตาวัง ตาวา มะมะ เอหิ สวาหะ” // หลักการใช้สาลิกานั้น จำเป็นมากที่ต้องพยายามเรียกใช้เสมอ ยิ่งใช้ยิ่งศักดิ์สิทธิ์ // นอกจากนี้ต้องปลุกเสกด้วยคาถา =>> “วันนะ วันนา สาลิกาโย พุทธังสิโรวาหะมะมะ” // สมัยหลวงปู่ยังมีชีวิตอยู่น้อยคนมากที่ได้มา เพราะท่านหวงเหลือเกินครับ(ท่านกลัวจะนำไปใช้ในทางที่ไม่ดี) // มีส่วนผสมเป็นขี้ผึ้งของท่านครับขนาดที่ท่านต้องเอาฝังดินซ่อนไว้ เพราะหลานสาวของท่านโดนผู้ชายที่นำสีผึ้งของท่านไปทำสเน่ห์ใส่ครับ ท่านเลยหวงมาก // และยังนำขี้ผึ้งที่อุดปากศพมาผสมหลังจากนั้นนำไปใส่โลงนั่งปลุกเสกจนนกสาริกามาเกาะจึงใช้ได้ท่านว่าอย่างนั้นครับ

ปลัดขิกศรณ์นารายณ์ เป็นเครื่องรางอีกอย่างที่หลวงปู่ตั้งใจจัดสร้างขึ้นด้วยกุศโลบายที่เยี่ยมยอด ศรณ์ของพระนารายณ์ไม่เคยพลาดเป้า ปัดเป่าความชั่วให้หายสิ้น เป็นเครื่องรางที่หลวงปู่สร้างและติดย่ามของท่านตลอดเวลา

ปลัดขิกศรนารายณ์ที่หลวงปู่ใช้ติดย่ามท่าน

เครื่องรางชุดสุดท้ายในย่ามหลวงปู่

อ่านและชมเครื่องรางของขลังของหลวงปู่สนิท วัดลำบัวลอย ได้ที่นี่ครับ (สาริกา เต่าเรือน ปลัดขิก จระเข้โทน)

สาริการุ่น3

สาริการุ่น3

หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย

หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย

หลวงพ่อนก วัดสังกะสี

หลวงพ่อนก วัดสังกะสี

เครื่องรางที่ได้รับความนิยมอีกอย่าง คือ เขี้ยวเสือหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย ต.คลองด่าน จ.สมุทรปราการ
แต่น้อยคนนักจะได้พบและครอบครองเขี้ยวเสือหลวงพ่อปานตัวจริงนั้น  เพราะเสือหลวงพ่อปานตัวจริงที่เป็นที่ยอมรับทั้งศิลป์และความเก่าแบบแท้ไร้ข้อกังขานั้น มีน้อยมากเหลือเกิน
ในปัจจุบันราคาเขี้ยวเสือกแกะหลวงพ่อปานมีมูลค่าหลายแสน  โดยทั่วไปคนส่วนมากเลยเลือกใช้หาเช่าบูชาเครื่องรางของลูกศิษย์แทน
ซึ่งหลวงพ่อนกเป็นผู้สืบทอดวิชาเขี้ยวเสือหลวงพ่อปานนั้น  หลวงพ่อปานท่านได้ออกปากชมว่า ทำได้ขลังและเหมือนมากจริงๆ
บางครั้งหลวงพ่อปานท่านก็ให้หลวงพ่อนก  ท่านช่วยจารอักขระเขี้ยวเสือให้ด้วย   หลวงพ่อปานท่านไว้วางใจและยกย่องให้หลวงพ่อนกเป็นศิษย์เอกของท่านเลยทีเดียว
เขี้ยวแกะเสือหลวงพ่อนก วัดสังกะสี ที่ปรากฎให้เห็น มีหลากศิลป์และหลายรูปแบบ   เขี้ยวแกะหลวงพ่อนกจะมีหลายฝีมือช่างสร้างที่เสกจากวัดสังกะสีเอง  แต่ยังมีสำนักอื่นที่ทำขึ้นคล้ายคลึงและของฝีมือรวมอยู่ด้วย
การแกะอักขระและลวดลายในตัวเสือ นั้น จะมีศิลปและลายมือในแบบเดียวกัน หากสังเกตุดีดีจะพบว่า การวางอักขระและลวดลายในแต่ละตัวนั้นไม่มีการซ้ำจนเหมือนกันไปหมดทั้งตัว กล่าวคือ ในเสือแต่ละตัวจะมีความแตกต่างกันเป็นเอกลักษณ์    ทั้งในด้านการแกะอักขระและลวดลาย นอกจากนี้ ยังปรากฏที่มีพิเศษอีกก็คือ ในการแกะตัวเสือ ยังมีการแกะหน้าเสือแบบหันหน้าหรือเหลียวกลับ ซึ่งจะหายาก มีน้อยและได้รับความนิยมกันว่า

จะเด่นพิเศษด้านเมตตา มหานิยมอีกด้วย

เขี้ยวเสือหลวงพ่อปาน

เขี้ยวเสือหลวงพ่อปาน

เขี้ยวแกะเสือเหลียว หลวงพ่อนก

เขี้ยวแกะเสือเหลียว หลวงพ่อนก

ถ้าว่ากันถึงเรื่องเมตตามหานิยมนั้น เครื่องรางของขลังที่ถือว่าได้รับความนิยมมายาวนาน ก็คือแพะหลวงพ่ออ่ำวัดหนองกระบอก จังหวัดระยอง รองลงมาก็คือสาริกาจับปากโลงหลวงพ่อสนิทวัดลำบัวลอย ที่กล่าวขานกันว่า แรง เนื่องด้วยมวลสารมหาเสน่ห์ 108 อย่าง อีกทั้งน้ำมันพรายจากผีพรายตายท้องกลม จึงเรียกได้ว่าสุดยอด อ่านเรื่องเกี่ยวกับเครื่องราง ของขลัง เมตตามหานิยมมหาเสน่ห์ ได้ที่นี่

เป็นพระเนื้อดินยุคเเรกๆ ที่หลวงพ่อเอาสังกัจจายน์เนื้อทองเหลืองมาถอดสร้าง เนื้อจะเหมือนกับพระสรรค์ยุคเเรกๆ ส่วนเนื้อผงน้ำมัน เป็นพระสร้างยุคต่อๆมา หรือไม่ก็สั่งทำ เพราะเนื้อผงน้ำมันมีกริ่งด้วย น่าจะสั่งทำมากกว่า เพราะหลวงพ่อคงไม่ทำกริ่งเองเเน่ครับ// พระสังกัจจายณ์ หลวงพ่อกวยนั้น ถ้าจะหาองค์มาตรฐานก็ต้องเล่นเนื้อผงน้ำมันและเนื้อดินเป็นหลัก เพราะมีศิษย์ผู้ใหญ่หลายท่านได้รับมาจากหลวงพ่อกวยและชาวบ้าน มาทั้งสองแบบ แบบที่เราเล่นหากันเป็นมาตรฐาน ก็มีพระสังกัจจายณ์เนื้อ แหวกม่าน เนื้อผง เนื้อดิน ข้างเม็ด ที่ออกที่วัดหนองอีดุก ครับ และอีกพิมพ์ก็คือผงน้ำมันถอดพิมพ์วัดประสาท ส่วนแบบลอยองค์ เนื้อผงน้ำมันบรรจุกริ่งและเนื้อดิน ลอยองค์นั้นถอดพิมพ์มาจากพระตลาด การเล่นหาให้เล่นพิมพ์ที่เหมือน เนื้อผงน้ำมันเป็นหลัก เล่นหาพิมพ์ลอยองค์ต้องระวังเป็นพิมพ์พระตลาดให้ดี เพราะไม่เช่นนั้นเราจะใช้พระสังกัจจายณ์ที่ไม่ใช่หลวงพ่อกวยโดยไม่รู้ตัว ถ้าเป็นเนื้อผงน้ำมันบรรจุกริ่ง ใช้ได้แบบสบายใจ รายละเอียดเพิ่มเติมของพระสังกัจจายน์หลวงพ่อกวย

รักษ์พระดอทคอม เครื่องราง ของขลัง พระเครื่อง