Category: เครื่องราง ของขลัง


หลวงปู่เจือ วัดกลางบางแก้ว

หลวงปู่เจือ วัดกลางบางแก้ว

หลวงปู่เจือ ปิยสีโล วัดกลางบางแก้ว เดิมท่านมีชื่อ เจือ เนตรประไพ เกิดเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2468
บ้านเกิดท่านอยู่ที่ อำเภอ นครชัยศรี จังหวัดนครปฐม  บิดามีนามว่า นายแพ มารดานามว่า  นางบู  ครอบครัวของท่านมีอาชีพทำการเกษตรกรรม
หลวงปู่เจือท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดาจำนวนทั้งสิ้น 7 คน เมื่อเรียนจบชั้น ป.4   ท่านก็ช่วยบิดามารดาทำการเกษตร  จนกระทั่งอายุครบ 26 ปี เมื่อปีพ.ศ. 2494
ท่านจึงได้เข้ารับการบรรพชาอุปสมบท ณ วัดกลางบางแก้ว โดยมี พระพุทธวิถีนายก (หลวงปู่เพิ่ม) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระธรรมธร(หลวงพ่อมูล) เป็นพระคู่สวด
เมื่อบวชแล้วได้อยู่จำพรรษาและเล่าเรียนวิชาการต่างๆจากหลวงปู่เพิ่มมาโดยตลอด โดยได้รับการถ่ายทอดวิชาอาคม และการทำเบี้ยแก้มาจากหลวงปู่เพิ่มอีกด้วย
หลวงปู่เจือท่านมีความขยันหมั่นเพียรและมีความจำที่ดีมาก รวมทั้งมีความประพฤติที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัยถือเป็นศิษย์เอกของหลวงปู่
หลวงปู่จึงเพิ่มจึงรักและเมตตาเป็นอย่างมาก สอบได้นักธรรมเอกและได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูปริยัติธรรม เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2497 จนเมื่อปี 2499 ก็ได้รับหน้าที่กรรมการสอบปริยัติธรรม
ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นพระสมุห์ ในฐานานุกรมของพระพุทธวิถีนายก (หลวงปู่เพิ่ม) ในปี 2504 นั่นก็คือ เป็นพระเลขาของหลวงปู่เพิ่มนั่นเอง จวบจนหลวงปู่เพิ่มถึงแก่มรณภาพลง
หลวงปู่เจือท่านได้รับการเรียนเชิญให้ขึ้นรับตำแหน่งเจ้าอาวาส  แต่ท่านปฏิเสธ จนกระทั่ง พระอาจารย์ใบซึ่งรักษาการ เจ้าอาวาสถึงแก่มรณภาพลง  ท่านจึงต้องรับภาระการปกครองวัดไว้
ด้วยการรับตำแหน่งรองเจ้าอาวาสเท่านั้น ตั้งแต่ วันที่ 1 มีนาคม 2528

เบี้ยแก้หลวงปู่เจือ

เบี้ยแก้หลวงปู่เจือ

วัตถุมงคลของท่านที่มีชื่อเสียงโด่งดังโดยเฉพาะคือ เบี้ยแก้ เอกลักษณ์แห่งเครื่องรางของวัดกลางบางแก้วที่ท่านได้รับการถ่ายทอดโดยตรงมาจากหลวงปู่เพิ่ม
ปัจจุบัน เบี้ยแก้ ของท่านมีผู้นำไปบูชาแล้วประสบกับเหตุการณ์อันน่ามหัศจรรย์มากมาย จนเป็นที่เลื่องลือกันอย่างกว้างขว้าง ผู้ที่หา เบี้ยแก้ ของหลวงปู่บุญหรือของหลวงปู่เพิ่ม ไม่ได้
ก็มักจะหันมาหา เบี้ยแก้ ของหลวงปู่เจือ แทน โดยมีความเชื่อกันว่า ใช้แทนกันได้ ปัจจุบันนี้ท่านรับหน้าที่สืบสานตำนานการสร้างเบี้ยแก้ ของวัดกลางบางแก้วไว้
โดยท่านเริ่มทำเองทั้งหมดมาตั้งแต่ปี 2530 แต่ในอดีตนั้น ท่านเป็นลูกมือช่วยตีตะกั่วหุ้มเบี้ยให้หลวงปู่เพิ่มมานานมากแล้ว รวมทั้งท่านยังมีฝีมือในการถักด้ายห่อเบี้ยที่สวยงามและละเอียดมากๆ
ปัจจุบัน ท่านไม่ได้ทำกาตีตะกั่วและถักเบี้ยเองแล้ว แต่ได้ถ่ายทอดให้กับบรรดาลูกศิษย์ลูกหาจำนวนมากมายในปัจจุบัน

หลวงปู่เพิ่ม

หลวงปู่เพิ่ม

หลวงปู่เพิ่ม เกิดเมื่อวันศุกร์ ที่ 28 มกราคม 2429 ปีจอ ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 3  จุลศักราช 1248  บ้านเกิดท่านอยู่ที่ ตำบลไทยวาส ม.3  อ. นครชัยศรี จ. นครปฐม
บิดาของท่านชื่อ  นายเกิด  และมารดาของท่านชื่อวรรณ  นามสกุล พงษ์อัมพร
หลวงปู่เพิ่มได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 8 ขวบ สืบต่อมาจนถึงอายุครบบวช
ท่านอุปสมบทเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2450 เมื่ออายุ 21 ปี ณ พัทธสีมาวัดกลางบางแก้ว สมเด็จพระสังฆราช (แพ) ครั้งพระองค์ยังดำรงสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระวันรัต วัดสุทัศน์เทพวราราม เป็นพระอุปัชฌาย์
พระอธิการจอม เจ้าอาวาสวัดตุ๊กตา อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เป็นพระกรรมวาจาจารย์  พระครูทักษิณานุกิจ (ผัน) วัดสรรเพชญ์ อ.สามพราน จ.นครปฐม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ท่านศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยอยู่ที่วัดกลางบางแก้วตลอดมา
สมณศักดิ์ของท่าน
วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2481 ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส วัดกลางบางแก้ว
วันที่ 4 ธันวาคม 2482 ได้รับตราตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ ในเขตอำเภอนครชัยศรี
วันที่ 8 เมษายน 2483 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอนครชัยศรี
วันที่ 1 มีนาคม 2489 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่พระครูราชทินนามว่า “พระครูพุทธวิถีนายก”
วันที่ 5 ธันวาคม 2495 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นเอก ในราชทินนามเดิม
วันที่ 5 ธันวาคม 2503 เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญมีราชทินนามว่า “พระพุทธวิถีนายก” ปี พ.ศ. 2520 เนื่องจากความชราภาพมากทางคณะสงฆ์จึงยกขึ้นเป็นกิตติมศักดิ์

หลวงปู่เพิ่มท่านมรณภาพเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2526 (เวลา04.50 น ใกล้สว่าง) สิริรวมอายุได้ 97 ปี 76 พรรษา

ท่านเป็นศิษย์ของหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว ซึ่งท่านได้รับการถ่ายทอดวิชาการทำตะกรุด และ เบี้ยแก้ มาจากหลวงปู่บุญนั่นเอง

เบี้ยแก้หลวงปู่เพิ่ม

เบี้ยแก้หลวงปู่เพิ่ม

 

 

 

ตะกรุดหลวงปู่เพิ่ม

ตะกรุดหลวงปู่เพิ่ม

 

หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว

หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว

ประวัติคร่าวๆของหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว

หลวงปู่บุญท่านเกิดเมื่อที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2391 ตรงกับวันจันทร์ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 8 ปีวอก จุลศักราช 1210  สัมฤทธิศกเวลาย่ำรุ่งใกล้สว่าง
อันเป็นปีที่ 25 แห่งแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่3

บ้านเกิดของหลวงปู่บุญอยู่ที่ บ้านตำบลท่าไม้ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร  (ในครั้งนั้นยังเป็นตำบลบ้านนางสาว อำเภอ ตลาดใหม่เมืองนครชัยศรี ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นบ้านท่าไม้ อ.สามพราน จ.นครปฐม)
แต่ปัจจุบันนี้ ต.ท่าไม้ได้โอนไปขึ้นกับ อ.กระทุ่มแบน จ.สุมทรสาคร

บิดาของหลวงปู่มีนามว่า นายเส็ง  และมารดามีนามว่า นางลิ้ม  ท่านมีพี่น้องทั้งหมด 6 คน โดยตัวท่านเป็นคนโต
มีน้องชายหญิงอีก 5 คนมีชื่อว่า  นางเอม , นางบาง , นางจัน , นายปาน  และคนสุดท้องชื่อ นายคง

เมื่อตอนท่านยังเป็นทารก  มีอาการป่วยมากจนถึงกับสลบไป  สุดท้ายท่านไม่หายใจ   จนบิดามารดาของท่านเห็นว่า
ท่านเสียชีวิตแล้วจึงจัดแจงจะเอาท่านไปฝังทำพิธี   แต่ปรากฏว่ายังไม่ทันที่จะได้ฝังท่านก็ตื่นฟื้นขึ้นมา บิดามารดา
ของท่านดีใจมาก  จึงถือเคล็ดตั้งชื่อใหม่ให้กับท่านว่า “บุญ”
ตอนที่ท่านยังอยู่ในวัยเยาว์นั้น บิดามารได้ย้ายภูมิลำเนามาทำนาที่ตำบลบางช้าง อ.สามพราน
เมื่อท่านอายุได้ 13 ปี บิดาของท่านได้เสียชีวิต   ป้าของท่านจึงนำไปฝากให้ศึกษาเล่าเรียนอยู่กับพระปลัด
ทอง ณ วัดกลาง ซึ่งในสมัยนั้นมีชื่อว่า “วัดคงคาราม” ตำบลปากน้ำ (ปากคลองบางแก้ว) อำเภอ นครชัยศรี
เมื่อท่านอายุได้ 15 ปีจึงทำการบรรพชาให้เป็นสามเณร  ท่านได้รับใช้ปรนนิบัติพระปลัดทอง จึงทำให้เป็นที่รักใคร่ของพระปลัดทองยิ่งนัก
แต่เมื่อมีอายุได้ใกล้อุปสมบทท่านมีความจำเป็นต้องลาสิกขา   เนื่องด้วยโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน

อุปสมบท

ท่านได้อุปสมบทเมื่ออายุได้ 22 ปี ณ พัทธสีมา วัดกลางบางแก้ว เมื่อวันจันทร์เดือน 8 ขึ้น 15 ค่ำตรงกับ
ปีมะเส็ง จุลศักราช 1231 เอกศกเพลาบ่ายตรงกับวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2412  โดยมีพระปลัดปาน เจ้าอาวาสวัดพิไทยทาราม (วัดตุ๊กตา) เป็นพระอุปัชฌาย์
พระปลัดทอง (เจ้าอาวาสวัดกลางบางแก้ว) พระอธิการทรัพย์ (เจ้าอาวาสวัดงิ้วราย) พระครูปริมานุรักษ์ วัดสุประดิษฐานราม และพระอธิการจับ เจ้าอาวาสวัดท่ามอญร่วมกันให้สรณาคมณ์กับศีลและสวดกรรมวาจา
อนึ่งการที่มีพระอาจารย์ร่วมพิธีถึง 4 รูปเช่นนี้ก็เพราะพระเถระเหล่านี้เป็นที่เคารพนับถือของผู้ใหญ่ที่เป็นเจ้าภาพอุปสมบทแล้วพระอุปัชฌาย์ขนานนามฉายาให้ว่า “ขนฺธโชติ” แล้วให้จำพรรษาอยู่กับพระปลัดทอง
ที่วัดกลางบางแก้ว

สมณศักดิ์และตำแหน่ง

ในปี พ.ศ. 2429 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอธิการปกครองวัดกลางบางแก้ว
ในปี พ.ศ.2431 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระกรรมวาจาจารย์
ในปี พ.ศ. 2433 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะหมวด
ในปี พ.ศ. 2459 เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ ต่อมาอีก 4 เดือน คือวันที่
30 ธันวาคม ศกเดียวกันก็ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูมีราชทินนามว่า “พระครูอุตรการบดี”
และยกให้เป็นเจ้าคณะแขวงเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พุทธศักราช 2462 ก็ได้รับพระกรุณาโปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญา
บัตรที่ “พระครูพุทธวิถีนายก” และให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรการคณะสงฆ์จังหวัดนครปฐมกับจังหวัด
สุพรรณบุรีในปีพ.ศ.2471 ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดให้เลื่อนขึ้นเป็นพระราชาคณะสามัญในราชทินนามที่
“พระพุทธวิถีนายก”

การศึกษาวิชาอาคมและการสร้างพระและเครื่องราง
หลวงปู่บุญถูกจัดอันดับอยู่ในยอดเกจิดัง เป็นผู้เข้มขลังทางพระเวทย์ที่มีตบะสมาธิและวิถีแห่งญาณแก่กล้า
จนเป็นที่ยอมรับยกย่องของพระคณาจารย์ร่วมยุคร่วมสมัย ด้วยความเชี่ยวชาญเข้มขลังในพระเวททำให้พระเครื่องและวัตถุมงคล
ที่หลวงปู่สร้างมีเกียรติคุณและมีชื่อเสียงขจรขจาย เป็นที่เสาะแสวงหาของคนรุ่นปู่รุ่นทวดลงมาจนถึงคนรุ่นปัจจุบัน
เบี้ยแก้ของหลวงปู่ จัดอยู่ในอันดับยอดเครื่องรางที่ทุกคนต่างก็ปรารถนาจะได้ไว้ในครอบครอง

เบี้ยเปลือยหลวงปู่บุญ

เบี้ยเปลือยหลวงปู่บุญเบี้ยเปลือยหลวงปู่บุญ

 

เบี้ยแก้คืออะไร

เบี้ยแก้ คือ เครื่องรางชนิดหนึ่ง ซึ่งมีอุปเท่ห์การใช้มากมายหลายอย่าง ทั้งกันและแก้สิ่งชั่วร้ายเสนียด
จัญไร คุณไสย คุณคน คุณผี บาเบื่อ ยาเมา ทั้งหลาย คณาจารย์ยุคเก่าที่สร้างเครื่องรางประเภทเบี้ยแก้
เอาไว้มีด้วยกันหลายรูป แต่ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด เห็นจะมีอยู่เพียง 2 รูปคือ หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว
และหลวงปู่รอด วัดนายโรง

ปลัดขิกศรนารายณ์ของหลวงปู่สนิท วัดลำบัวลอยเป็นเครื่องรางที่มีความนิยมมากด้วยพุทธคุณที่ครบครันทั้งเมตตามหานิยม และแคล้วคลาดคงกระพัน มีการสร้างตั้งแต่ 251 กว่าๆ มาเรื่อยๆ จนพิธีเปิดโลก ประมาณ 253 กว่า

หลวงปู่สนิท

หลวงปู่สนิท

วิชาปลัดขิก
หลวงปู่สนิทได้ร่ำเรียนวิชาทำปลัดครั้งแรกจาก หลวงพ่อดำ วัดกุฎี จังหวัดปราจีนบุรี และได้แรงบันดาลใจจากรูปทรงและการจารปลัดจากปลัดของหลวงพ่อเหลือและหลวงพ่ออี๋อีกด้วย
ปลัดขิกยุคแรก
เมื่อครั้งหลวงปู่ได้เริ่มทำปลัดในครั้งแรก ปลัดจะมีขนาดยาวประมาณ 4-5 นิ้ว และศรนารายณ์จะไม่ถึงปลายปลัด สื่อความหมายถึงว่าวิชาปลัดขิกท่านยังไม่สำเร็จ
ปลัดขิกยุคต้น
ต่อมาประมาณปี 2518 ช่วงนั้นท่านจำพรรษาที่วัด มีเวลามากจึงมุ่งมั่นทำปลัดขิกให้สำเร็จ ปลัดขิกยุคแรกท่านทำเองหมด ตั้งแต่

  • การคัดเลือกไม้ ซึ่งจะต้องเป็นไม้มะขามพรายฟ้าผ่าตาย (จะมีสีดำและลั่น) ซึ่งจะใช้ตรงส่วนแกนไม้เท่านั้น จึงทำให้ปลัดยุคต้นจะมีสีออกคล้ำ เนื้อไม้จะมีลั่น และ มีน้ำหนักมากกว่าปลัดปกติทั่วไป
  • การเหลา หลวงปู่จะเหลาเองทั้งหมด ปลัดขิกยุคต้นจะมี 2 พิมพ์ คือศรใหญ่ เรียกมหาปราบ ศรเรียวเล็ก เรียกมหาระงับ บ้างก็ว่าท่านได้แรงบันดาลใจมาจากหลวงพ่อคง วัดบางกระพ้อม
  • การปลุกเสกและจาร การจารบนปลัดขิกยุคต้น หลวงปู่ใช้เหล็กจารลงไปตรงๆ ไม่มีดินสอหรือปากกาเมจิก คาถาที่ลงมี ชัยยะหะริเทวัง (ศรพระนารายณ์), อุกขิกตะขัต (หัวใจปลัดขิกองคุลีมาน) และอุอิอะ (อาวุธพระอินทร์) ตอนปลุกเสกที่วัด ฟ้าฝนจะดำมึดไปหมดทั่วอาณาบริเวณ
  • การคาดครั่ง ครั่งในยุคต้นเดิมจะไม่ได้คาด ตอนที่หลวงปู่ทำปลัดออกมาใหม่ จะให้พระเณรในวัดลองใช้เป็นหลัก การที่คาดครั่งหมายถึงคลั่งไคล้หลงไหล หลวงพ่อเห็นว่าไม่เหมาะกับสงฆ์ แต่ต่อมาหลวงปู่ได้คาดครั่งแจกให้กับลูกศิษย์ โดยครั่งของยุคต้นนั้นจะดำสนิท หนา และหลวงปู่ใช้มือในการปาดรอบปลัด ฉนั้นครั่งจะไม่มีขาดสาย

ปลัดขิกยุคต่อๆมา
ปลัดขิกยุคต่อๆมา ศิษย์ของหลวงปู่ด้วยช่วยกันทำและเหลา พร้อมจารอักษขระ สังเกตุจะมีการลงดินสอหรือปากกาเมจิก่อนลงเหล็กจาร
เนื้อไม้จะเป็นไม้มะขามหรือไม้คูณ รูปทรงจะใกล้เคียงกัน แล้วแต่คนเหลา แต่หลวงพ่อก็ปลุกเสกให้ต่อเนื่องมา จนพิธีเปิดโลกซึ่งเป็นพิธีใหญ่

การดูปลัดขิกยุคต้น

  • ปลัดจะป้อมหนา ไม่ยาวเท่าปลัดทั่วไป (ประมาณ 3 นิ้ว 6-7 หุน) น้ำหนักมากกว่าปลัดทั่วไป 2-3เท่า
  • สีคล้ำเนื่องด้วยสร้างจากไม้มะขามพรายฟ้าผ่าตาย ไม้จะสีคล้ำ
  • ปลัดจะมีรอยลั่นให้เห็น
  • การจารจะไม่มีรอยดินสอหรือปากกาเมจิก ลายมือเป็นลายมือหลวงปู่เอง เส้นที่จารจะหนา ลึก
  • ครั่งที่คาดจะดำ หนา เป็นเส้นต่อเนื่องกันไม่มีขาด แต่ไม่ค่อยตรงมาก
  • ปลัดขิกยุคต้นทุกอันจะมีรอยปิดทองให้เห็น แต่อาจจะไม่เห็นชัดเจนนักเนื่องจากอาจจะหลุดลอกไป แต่ถ้าส่งดูเนื้อไม้บริเวณศรอาจจะเห็นรอยปิดทอง

การใช้ปลัดขิกให้ถูกวิธี

ปลัดขิกศรนารายณ์หลวงปู่สนิท ยุคต้น

ปลัดขิกศรนารายณ์หลวงปู่สนิท ยุคต้น

การใช้ปลัดขิกให้ถูกวิธี ต้องใช้ให้โดนเนื้อโดนหนัง เช่นแตะที่หน้าผากหรือที่ตัว ร่ายคาถา หัวใจองคุลีมาน (อุกขิกตะขัค)

ปลัดขิกศรนารายณ์ที่หลวงปู่ใช้ติดย่ามท่าน

เครื่องรางชุดสุดท้ายในย่ามหลวงปู่

หรือจะจุ่มน้ำสะอาด พร้อมท่องคาถาเพื่อทำเป็นน้ำมนต์มาล้างหน้า
ส่วนการเก็บจะแขวน ห้อย ใส่ในกระเป๋า ก็ไม่เป็นปัญหา

หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย

หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย

หลวงพ่อนก วัดสังกะสี

หลวงพ่อนก วัดสังกะสี

เครื่องรางที่ได้รับความนิยมอีกอย่าง คือ เขี้ยวเสือหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย ต.คลองด่าน จ.สมุทรปราการ
แต่น้อยคนนักจะได้พบและครอบครองเขี้ยวเสือหลวงพ่อปานตัวจริงนั้น  เพราะเสือหลวงพ่อปานตัวจริงที่เป็นที่ยอมรับทั้งศิลป์และความเก่าแบบแท้ไร้ข้อกังขานั้น มีน้อยมากเหลือเกิน
ในปัจจุบันราคาเขี้ยวเสือกแกะหลวงพ่อปานมีมูลค่าหลายแสน  โดยทั่วไปคนส่วนมากเลยเลือกใช้หาเช่าบูชาเครื่องรางของลูกศิษย์แทน
ซึ่งหลวงพ่อนกเป็นผู้สืบทอดวิชาเขี้ยวเสือหลวงพ่อปานนั้น  หลวงพ่อปานท่านได้ออกปากชมว่า ทำได้ขลังและเหมือนมากจริงๆ
บางครั้งหลวงพ่อปานท่านก็ให้หลวงพ่อนก  ท่านช่วยจารอักขระเขี้ยวเสือให้ด้วย   หลวงพ่อปานท่านไว้วางใจและยกย่องให้หลวงพ่อนกเป็นศิษย์เอกของท่านเลยทีเดียว
เขี้ยวแกะเสือหลวงพ่อนก วัดสังกะสี ที่ปรากฎให้เห็น มีหลากศิลป์และหลายรูปแบบ   เขี้ยวแกะหลวงพ่อนกจะมีหลายฝีมือช่างสร้างที่เสกจากวัดสังกะสีเอง  แต่ยังมีสำนักอื่นที่ทำขึ้นคล้ายคลึงและของฝีมือรวมอยู่ด้วย
การแกะอักขระและลวดลายในตัวเสือ นั้น จะมีศิลปและลายมือในแบบเดียวกัน หากสังเกตุดีดีจะพบว่า การวางอักขระและลวดลายในแต่ละตัวนั้นไม่มีการซ้ำจนเหมือนกันไปหมดทั้งตัว กล่าวคือ ในเสือแต่ละตัวจะมีความแตกต่างกันเป็นเอกลักษณ์    ทั้งในด้านการแกะอักขระและลวดลาย นอกจากนี้ ยังปรากฏที่มีพิเศษอีกก็คือ ในการแกะตัวเสือ ยังมีการแกะหน้าเสือแบบหันหน้าหรือเหลียวกลับ ซึ่งจะหายาก มีน้อยและได้รับความนิยมกันว่า

จะเด่นพิเศษด้านเมตตา มหานิยมอีกด้วย

เขี้ยวเสือหลวงพ่อปาน

เขี้ยวเสือหลวงพ่อปาน

เขี้ยวแกะเสือเหลียว หลวงพ่อนก

เขี้ยวแกะเสือเหลียว หลวงพ่อนก

สร้างเว็บไซต์หรือบล็อกฟรีที่ WordPress.com.
[ กลับขึ้นไปด้านบน ]