Tag Archive: ปลัดขิกศรณ์นารายณ์


ปลัดขิกศรนารายณ์ของหลวงปู่สนิท วัดลำบัวลอยเป็นเครื่องรางที่มีความนิยมมากด้วยพุทธคุณที่ครบครันทั้งเมตตามหานิยม และแคล้วคลาดคงกระพัน มีการสร้างตั้งแต่ 251 กว่าๆ มาเรื่อยๆ จนพิธีเปิดโลก ประมาณ 253 กว่า

หลวงปู่สนิท

หลวงปู่สนิท

วิชาปลัดขิก
หลวงปู่สนิทได้ร่ำเรียนวิชาทำปลัดครั้งแรกจาก หลวงพ่อดำ วัดกุฎี จังหวัดปราจีนบุรี และได้แรงบันดาลใจจากรูปทรงและการจารปลัดจากปลัดของหลวงพ่อเหลือและหลวงพ่ออี๋อีกด้วย
ปลัดขิกยุคแรก
เมื่อครั้งหลวงปู่ได้เริ่มทำปลัดในครั้งแรก ปลัดจะมีขนาดยาวประมาณ 4-5 นิ้ว และศรนารายณ์จะไม่ถึงปลายปลัด สื่อความหมายถึงว่าวิชาปลัดขิกท่านยังไม่สำเร็จ
ปลัดขิกยุคต้น
ต่อมาประมาณปี 2518 ช่วงนั้นท่านจำพรรษาที่วัด มีเวลามากจึงมุ่งมั่นทำปลัดขิกให้สำเร็จ ปลัดขิกยุคแรกท่านทำเองหมด ตั้งแต่

  • การคัดเลือกไม้ ซึ่งจะต้องเป็นไม้มะขามพรายฟ้าผ่าตาย (จะมีสีดำและลั่น) ซึ่งจะใช้ตรงส่วนแกนไม้เท่านั้น จึงทำให้ปลัดยุคต้นจะมีสีออกคล้ำ เนื้อไม้จะมีลั่น และ มีน้ำหนักมากกว่าปลัดปกติทั่วไป
  • การเหลา หลวงปู่จะเหลาเองทั้งหมด ปลัดขิกยุคต้นจะมี 2 พิมพ์ คือศรใหญ่ เรียกมหาปราบ ศรเรียวเล็ก เรียกมหาระงับ บ้างก็ว่าท่านได้แรงบันดาลใจมาจากหลวงพ่อคง วัดบางกระพ้อม
  • การปลุกเสกและจาร การจารบนปลัดขิกยุคต้น หลวงปู่ใช้เหล็กจารลงไปตรงๆ ไม่มีดินสอหรือปากกาเมจิก คาถาที่ลงมี ชัยยะหะริเทวัง (ศรพระนารายณ์), อุกขิกตะขัต (หัวใจปลัดขิกองคุลีมาน) และอุอิอะ (อาวุธพระอินทร์) ตอนปลุกเสกที่วัด ฟ้าฝนจะดำมึดไปหมดทั่วอาณาบริเวณ
  • การคาดครั่ง ครั่งในยุคต้นเดิมจะไม่ได้คาด ตอนที่หลวงปู่ทำปลัดออกมาใหม่ จะให้พระเณรในวัดลองใช้เป็นหลัก การที่คาดครั่งหมายถึงคลั่งไคล้หลงไหล หลวงพ่อเห็นว่าไม่เหมาะกับสงฆ์ แต่ต่อมาหลวงปู่ได้คาดครั่งแจกให้กับลูกศิษย์ โดยครั่งของยุคต้นนั้นจะดำสนิท หนา และหลวงปู่ใช้มือในการปาดรอบปลัด ฉนั้นครั่งจะไม่มีขาดสาย

ปลัดขิกยุคต่อๆมา
ปลัดขิกยุคต่อๆมา ศิษย์ของหลวงปู่ด้วยช่วยกันทำและเหลา พร้อมจารอักษขระ สังเกตุจะมีการลงดินสอหรือปากกาเมจิก่อนลงเหล็กจาร
เนื้อไม้จะเป็นไม้มะขามหรือไม้คูณ รูปทรงจะใกล้เคียงกัน แล้วแต่คนเหลา แต่หลวงพ่อก็ปลุกเสกให้ต่อเนื่องมา จนพิธีเปิดโลกซึ่งเป็นพิธีใหญ่

การดูปลัดขิกยุคต้น

  • ปลัดจะป้อมหนา ไม่ยาวเท่าปลัดทั่วไป (ประมาณ 3 นิ้ว 6-7 หุน) น้ำหนักมากกว่าปลัดทั่วไป 2-3เท่า
  • สีคล้ำเนื่องด้วยสร้างจากไม้มะขามพรายฟ้าผ่าตาย ไม้จะสีคล้ำ
  • ปลัดจะมีรอยลั่นให้เห็น
  • การจารจะไม่มีรอยดินสอหรือปากกาเมจิก ลายมือเป็นลายมือหลวงปู่เอง เส้นที่จารจะหนา ลึก
  • ครั่งที่คาดจะดำ หนา เป็นเส้นต่อเนื่องกันไม่มีขาด แต่ไม่ค่อยตรงมาก
  • ปลัดขิกยุคต้นทุกอันจะมีรอยปิดทองให้เห็น แต่อาจจะไม่เห็นชัดเจนนักเนื่องจากอาจจะหลุดลอกไป แต่ถ้าส่งดูเนื้อไม้บริเวณศรอาจจะเห็นรอยปิดทอง

การใช้ปลัดขิกให้ถูกวิธี

ปลัดขิกศรนารายณ์หลวงปู่สนิท ยุคต้น

ปลัดขิกศรนารายณ์หลวงปู่สนิท ยุคต้น

การใช้ปลัดขิกให้ถูกวิธี ต้องใช้ให้โดนเนื้อโดนหนัง เช่นแตะที่หน้าผากหรือที่ตัว ร่ายคาถา หัวใจองคุลีมาน (อุกขิกตะขัค)

ปลัดขิกศรนารายณ์ที่หลวงปู่ใช้ติดย่ามท่าน

เครื่องรางชุดสุดท้ายในย่ามหลวงปู่

หรือจะจุ่มน้ำสะอาด พร้อมท่องคาถาเพื่อทำเป็นน้ำมนต์มาล้างหน้า
ส่วนการเก็บจะแขวน ห้อย ใส่ในกระเป๋า ก็ไม่เป็นปัญหา

Advertisements
หลวงปู่สนิท

หลวงปู่สนิทเครื่องรางชุดสุดท้ายในย่ามหลวงปู่

หลวงปู่สนิท วัดลำบัวลอย อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก นามเดิมของท่านคือ สนิท นามสกุล มีพงษ์ เกิดเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2468 ณ บ้านบางกุ้ง ต.บางกุ้ง อ.ศรีมหาโพธิ์ จ.ปราจีนบุรี ท่านอุปสมบทเมื่ออายุ 23 ปี ได้รับฉายาว่า “ยะสินธโร” หลวงปู่สนิทเป็นพระอริยสงฆ์ที่รักสันโดษ ก่อนสังขารจะร่วงโรย ท่านได้ออกธุดงค์เป็นประจำทุกปี ท่านไม่สะสมสิ่งของ วัตถุ หรือทรัพย์สินต่างๆ มีเมตตาสูง ไม่เคยแยกแยะว่าผู้มาหาจะยากดีมีจนอย่างไร ท่านปฏิบัติต่อทุกคนเท่าเทียมกันหมด ท่านมีความเชี่ยวชาญในศาสตร์หลายแขนง ในอดีตท่านรักษาผู้ป่วยที่มาพึ่งบารมีทั้งที่ป่วยจากโรคภัยไข้เจ็บและที่ป่วยจากการโดนคุณไสยต่างๆ ผู้ที่เคยไปกราบหรือพึ่งบารมีหลวงปู่จะสามารถสัมผัสจิตอัศจรรย์ของหลวงปู่ได้ด้วยตนเอง อาธิเช่น การรู้ล่วงหน้าว่า จะมีใครมาหา มากี่คน มาหาด้วยเรื่องอะไร เป็นต้น นอกจากนี้หลวงปู่ยังรักษาสัจจะวาจาเท่าชีวิต ดังนั้นคำพูดทุกคำที่ออกจากปากท่านจึงเป็นจริงดังวาจาสิทธิ์ของพระร่วง ท่านพูดอะไรให้ฟังแล้วสิ่งนั้นจะปรากฏเป็นจริงเสมอ หลวงปู่สนิท มรณภาพเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2542 สิริอายุรวม 74 ปี 51 พรรษา สรีระศพของท่านแต่เดิมเก็บรักษาในโลงแก้ว เนื่องเพราะสรีระของท่านไม่เน่าเปื่อย และเส้นเกศาที่เคยปลงเก็บไว้ก็แปรสภาพเป็นพระธาตุอย่างน่าอัศจรรย์ ที่น่าเสียดายคือในปัจจุบันสรีระของหลวงปู่ได้มีการพระราชทานเพลิงศพไปแล้ว

พระธาตุปาฏิหาริย์

ในบรรดาเครื่องรางที่หลวงปู่จัดสร้าง ซึ่งมีทั้ง จระเข้ พญาเต่าเรือน นกสาริกา สะดือหนุมาน และ ฯลฯ ต่างมีอภินิหาร เป็นที่ประจักษ์มากมาย มีประสบการณ์เล่ากันมาคือเรื่องของพญาเต่าเรือน พญาเต่าเรือนของหลวงปู่สนิท จะแตกต่างจากของที่อื่น กล่าวคือท่านใช้หินแกะเป็นพญาเต่า ซึ่งท่านได้สร้างมาเรื่อยๆ มีหลายขนาดตั้งแต่ขนาดห้อยคอจนกระทั่งถึงขนาด3-4 คนยก รุ่นที่ไม่ใช่หินแกะจะมีพญาเต่าเรือนกริ่งขนาดห้อยคอ และพญาเต่าเรือนขนาดบูชารุ่นสุดท้ายที่สร้างจากเนื้อโลหะ พญาเต่าเรือนนี้หลวงปู่จะสร้างอย่างพิถีพิถัน ตามตำนานโบราณ สมัยพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาเต่าเรือน ปลุกเศกกระทั่งมีชีวิตจริงจึงถือว่าเสร็จพิธี ด้วยพลังจิตอันเข้มแข็งที่อัญเชิญพระพุทธบารมีลงมาประดิษฐานในพญาเต่าเรือน ทำให้เกิดอัศจรรย์แก่ศรัทธาญาติโยมที่นำไปบูชาเป็นอันมาก เช่นการทำมาค้าขายมีสภาพคล่อง มีลูกค้าและยอดขายเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และปาฏิหาริย์ที่ข้าพเจ้าและอีกหลายๆ คนได้ประจักษ์และเกิดปิติก็คือ การมีพระธาตุเสด็จมาเกาะที่กระดองพญาเต่าเรือน และการที่พญาเต่าเรือนหันเปลี่ยนทิศทางได้เองเป็นประจำ ในเรื่องของพระธาตุปาฏิหาริย์นอกจากจะเกิดที่พญาเต่าเรือนแล้ว ยังเกิดกับวัตถุมงคลที่ท่านสร้างอย่างอื่นๆ ด้วย เช่นที่ จระเข้จันทร์เพ็ญ และพระบูชาปางเปิดโลก เป็นต้นฯลฯ

เต่าเรือน

พญาเต่าเรือน

จระเข้โทน หลวงปู่สนิท วัดลำบัวลอย รุ่นแรก(ขาติด) ปี 2509 เนื้อตะกั่วหล่อ ใต้ท้องตอกยันต์ “อิสวาสุ นะมะพะทะ”

โดยหลวงปู่หล่อเองที่วัดมิได้สร้างมาจากที่อื่น เจตนาเพื่อ บูชาคุณอาจารย์เส็ง ที่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาจระเข้โทนมาให้ และเพื่อแจกทหาร ตำรวจ คาถาบูชาชนิดย่อๆ ” อิ สวา สุ ” ภาวนา 3 คาบ 7 คาบ หรือ แบบฉบับเต็มก็ว่า “พุทธังสะระณังเมสิทธิ ธัมมังสะระณังเมสิทธิ สังฆังสะระณังเมสิทธิ พุทธังเอหิมาเรโส พุทธังกุมภีโรโจรัง คงคังปิติอิ ธัมมังกุมภีโรโจรัง คงคังปิติอิ สังฆังกุมภีโรโจรัง คงคังปิติอิ” =>> ดีนักปกป้องคุ้มครอง แคล้วคลาด ภูตผีปีศาจเกรงกลัว ป้องกันสัตว์เลื้อยคลาน ถอดถอนเสน่ห์ยาแฝดต่างๆ จระเข้โทน จะใส่กระเป้าเสื้อกางเกง ผูกติดเอง คล้องคอ รอดราวผ้า ไต้ถุนไม่ถืออะไรทั้งสิ้น // เว้นแต่จะเป็นผู้คิดคดต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จระเข้ไม่คุ้มครอง จะแพ้ภัยตัวเอง ///

จระเข้โทน

จระเข้โทน

ประวัติการสร้างจระเข้โทน “การสร้างเครื่องรางประเภทจระเข้โทนนั้นเกิดขึ้นจากความเชื่อแต่โบราณที่ว่า เมื่อครั้งก่อนพุทธกาลสมัยที่พระพุทธเจ้ายังเป็นพระโพธิสัตวย์เสวยพระชาติ 500 ชาตินั้น มีอยู่ชาติหนึ่งพระองค์เสวยชาติเป็นพญากุมภีร์ เป็นเจ้าแห่งสัตว์น้ำทั้งหลาย มีบริวารเป็นจระเข้อีก 500 ตัว เรียกได้ว่าใคร ๆ ต่างก็เกรงกลัวบารมีของพญากุมภีร์เป็นอันมาก จากความเชื่อนี้ทำให้ครูบาอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณทั้งหลายจึงนิยมสร้างจระเข้โทนเป็นเครื่องรางให้ลูกศิษย์ลูกหาได้นำไปบูชาติดตัวกัน เพื่อปกป้องคุ้มครองตนและปกป้องเรื่องอุบัติเหตุต่าง ๆ ให้บังเกิดเป็นแคล้วคลาด // ในจำนวนครูบาอาจารย์ที่สร้างจระเข้โทนได้มีชื่อเสียงและมีประสบการณ์สูงนั้น ต้องยกให้พระครูเวทย์วินิฐหรือหลวงปู่สนิท วัดลำบัวลอย เป็นหนึ่งในนั้น โดยการสร้างจระเข้โทนนั้นท่านศึกษาเล่าเรียนมาจากหลวงลุงเส็ง มีศักดิ์เป็นลุงจริง ๆ ของท่าน ตัวหลวงลุงเส็งนี้ได้ศึกษาวิชามาจากที่ใดไม่ได้กล่าวถึง (เข้าใจว่ามาจากทางเขมร) แต่ท่านพยายามคะยั้นคะยอให้หลวงปู่สนิทตั้งใจเรียนวิชานี้จากท่าน  เพราะท่านทราบว่าต่อไปหลวงปู่สนิท จะต้องเป็นผู้รับมรดกชิ้นนี้จากท่านไป ซึ่งหลังจากหลวงลุงเส็งถ่ายทอดวิชานี้ให้ หลวงปู่สนิทได้ไม่นาน ท่านก็ลาสิกขาไปครองเรือน และถึงแก่กรรมในกาลต่อมาเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของจระเข้โทนของหลวงลุงเส็งนั้น  ครั้งหนึ่ง หลวงปู่สนิทท่านเคยเล่าให้ฟังว่า สมัยแรก ๆ ท่านไม่เคยเชื่อเรื่องนี้มาก่อน หลวงลุงเส็งจึงพาท่านไปที่ริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง และหยิบจระเข้ออกจากย่าม 4 ตัวเป็นเนื้อไม้ทองหลาง 2 ตัว เนื้อหินแกะ 1 ตัว และเนื้อไม้คูณอีก 1 ตัว  จากนั้นก็บริกรรมคาถาสักพักแล้วโยนลงแม่น้ำทั้ง 4 ตัว สักพักเห็นจระเข้เป็น ๆ ตัวใหญ่มาก 4 ตัวลอยขี้นมาบนผิวน้ำ น่าเกรงขามมาก เพราะทุกตัวขยับเขยื้อนมีชีวิตจริง ๆ สักพักหลวงลุงเส็งท่านก็เอามีอตบไปที่น้ำริมตลิ่งเบา ๆ สักพัก จระเข้เหล่านั้นก็คลานมาใกล้ ๆ แล้วก็กลับร่างเป็นจระเข้โทนจิ๋ว แต่คราวนั้นที่ว่ายกลับเข้ามาจริง ๆ มีเพียง 3 ตัวหายไป 1 ตัว มองไปมองมาก็หาไม่เจอ เลยเป็นอันว่าหายไป 1 ตัว จากนั้นมา ด้วยอาคมนี้หลวงปู่สนิทท่านบอกว่าจระเข้จะมีชีวิตอยู่ได้เพียง 7 วันและจะกลับเป็นร่างเดิม

สาริกาจับปากโลง

สาริกาจับปากโลง

หลวงปู่ท่านได้สร้างสุดยอดเมตตามหานิยมไว้อีกอย่าง ซึ่งไม่ได้มีการแพร่หลายทั่วไป ก็คือนกสาริกา  เนื่องจากมวลสารนั้นหายากมาก อันประกอบด้วย ผงบดละเอียดจาก กาฝาก ๑๐๘ ชนิด เกสร ๑๐๘ ผงอิทธิเจ ผงยันต์สูตรลบถมตามตำรา และที่สำคัญคือ ขี้ผึ้งปากผีตายโหง (ขี้ผึ้งที่ใช้อุดปากอุดจมูกศพ เพื่อกันน้ำเหลืองไหล)  ซึ่งจำนวนในการสร้างนั้นมีน้อยมาก ซึ่งเรียกกันว่าสาลิกาจับปากโลง อันเป็นสุดยอดวิชาเมตตามหานิยมจริงๆ คาถาบูชาสาริกา ก็ต้องหมั่นท่องทุกคืนใช้ว่า =>> “โอมปลุกปลุก รุกแล้วอย่านอน ครูกูสอน อย่าช้าสาลิกาเจ้าเอ๋ย อย่าเฉยเลยรา ครูสั่งเจ้ามาให้รักษาคุ้มครอง ปกป้องเคหา ผู้ใดมีจิตคิดร้ายขอให้กลับใจเมตตา โรคภัยนานาขออย่าได้พบพาล ลาภและยศขอให้ปรากฏขึ้นทั้งแปดทิศ มิตรขอให้เกิดขึ้นทั้งแปดด้าน ผู้ใดเห็นหน้ากูแล้วขอให้มันรัก ผู้ใดทักกูแล้วขอให้มันหลง โอม มหาสาลิกา กรึง กะระณัง ตาวัง ตาวา มะมะ เอหิ สวาหะ” // หลักการใช้สาลิกานั้น จำเป็นมากที่ต้องพยายามเรียกใช้เสมอ ยิ่งใช้ยิ่งศักดิ์สิทธิ์ // นอกจากนี้ต้องปลุกเสกด้วยคาถา =>> “วันนะ วันนา สาลิกาโย พุทธังสิโรวาหะมะมะ” // สมัยหลวงปู่ยังมีชีวิตอยู่น้อยคนมากที่ได้มา เพราะท่านหวงเหลือเกินครับ(ท่านกลัวจะนำไปใช้ในทางที่ไม่ดี) // มีส่วนผสมเป็นขี้ผึ้งของท่านครับขนาดที่ท่านต้องเอาฝังดินซ่อนไว้ เพราะหลานสาวของท่านโดนผู้ชายที่นำสีผึ้งของท่านไปทำสเน่ห์ใส่ครับ ท่านเลยหวงมาก // และยังนำขี้ผึ้งที่อุดปากศพมาผสมหลังจากนั้นนำไปใส่โลงนั่งปลุกเสกจนนกสาริกามาเกาะจึงใช้ได้ท่านว่าอย่างนั้นครับ

ปลัดขิกศรณ์นารายณ์ เป็นเครื่องรางอีกอย่างที่หลวงปู่ตั้งใจจัดสร้างขึ้นด้วยกุศโลบายที่เยี่ยมยอด ศรณ์ของพระนารายณ์ไม่เคยพลาดเป้า ปัดเป่าความชั่วให้หายสิ้น เป็นเครื่องรางที่หลวงปู่สร้างและติดย่ามของท่านตลอดเวลา

ปลัดขิกศรนารายณ์ที่หลวงปู่ใช้ติดย่ามท่าน

เครื่องรางชุดสุดท้ายในย่ามหลวงปู่

อ่านและชมเครื่องรางของขลังของหลวงปู่สนิท วัดลำบัวลอย ได้ที่นี่ครับ (สาริกา เต่าเรือน ปลัดขิก จระเข้โทน)

สาริการุ่น3

สาริการุ่น3